เมื่อวานนี้ใน ตอนที่1 เราได้พูดถึงหลักฐานทาง DNA ที่แสดงถึงความเชื่อมโยงทางวิวัฒนาการระหว่างคนกับลิงไป มาวันนี้ผมจะแสดงหลักฐานอีกสองชิ้นชื่อว่า ERV หรือฟอสซิลไวรัส กับ Pseudogene(รหัสพันธุกรรมขยะ) ที่ยืนยันการมีบรรพบุรษร่วมกันระหว่างมนุษย์กับชิมแพนซีบ้าง
 
ก่อนอื่นคงต้องเกริ่นว่า ERV หรือ Endogenous retrovirus คืออะไร?  เพื่อความเข้าใจง่ายผมขออธิบายด้วยการเล่าเรื่องแล้วกันนะครับ ^_^
 

 
ขอให้ท่านนึกภาพทวีปแอฟริกาในอดีตเมื่อสักสองล้านปีมาแล้วสมัยบรรพบุรุษของเรายังไม่ได้แตกสายพันธุ์ออกจากลิงโบราณ ท่ามกลางแมกไม้เขียวครึ้มซึ่งเหล่าวานรใช้ปีนป่ายเพื่อหลบเลี่ยงภัยจากสัตว์นักล่าบนผืนป่าเบื้องล่างนั้น มีลิงน้อยซุกซนตนหนึ่งกำลังไล่จับผีเสื้อสีสดสวยซึ่งเพิ่งบินผ่านหน้า มันกระโดดอย่างคึกคะนองจากกิ่งสู่กิ่งโดยมีจุดหมายเป็นเพียงลวดลายปีกที่สะท้อนฉูดฉาดยามอาบแสงอาทิตย์ซึ่งลอดลงมารำไร อยู่ๆเจ้าผีเสื้อก็หลุดรอดสายตาหายไปในพุ่มใบไม้ เจ้าวานรจอมซนไม่ลังเลยื่นมือตามเข้าไปทันที
 
พลันก็ต้องถอนมือออกวูบจากคมเขี้ยวกระรอกที่ตื่นผู้บุกรุกฝังเข้าไปมิดปลายนิ้ว วานรน้อยของเราร้องลั่นป่าพลางสลัดมืออย่างบ้าคลั่งให้เจ้ากระรอกร้ายกระเด็นหลุด ก่อนจะแจ้นกลับฝูงไปเลียบาดแผลแห่งความซุกซนของตัวเอง
 
เรื่องคงจบเท่านี้หากแผลบนนิ้ววานรน้อยไม่ได้ติดเชื้อประเภทแพร่ข้ามสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม...เมื่อไวรัสเข้าร่างเหยื่อ มันก็รีบหาเซลล์เกาะด้วยการสุ่ม ก่อนจะเริ่มขยายพันธุ์ด้วยหนึ่งในกลยุทธิ์แยบยลที่สุดซึ่งวิวัฒนาการได้สรรค์สร้างมา นั่นคือลอกรหัส RNA ของตัวทับเข้าไปใน DNA ของเซลล์ แล้วอาศัยเซลล์ที่"ถูกสิง"เป็นพาหะแพร่เชื้อต่อไป เหมือนซอมบี้ไม่มีผิด
 
โชคยังดีที่ไวรัสตัวนี้เข้าไปฝังในเซลล์สืบพันธุ์แต่เกิดผิดพลาดระหว่างขั้นตอน"เข้าสิง" ทำให้เชื้อไม่ออกอาละวาด กลายเป็นเพียงซากตายติดอยู่ใน DNAเท่านั้น แต่ด้วยความที่เชื้อติดเข้ากับเซลล์สืบพันธุ์จึงเป็นผลให้ทายาทวานรน้อยมีรหัสของไวรัสติดไปส่งให้ลูกหลาน ซึ่งรวมถึงผม ท่านและเจ้าจ๋อนั่นเอง
 
ฟอสซิลของไวรัสที่ติดอยู่ในรหัสพันธุกรรมนี่แหละครับที่เขาเรียกว่า ERV ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ก็พบว่า มนุษย์กับชิมแพนซีมีซากไวรัสประเภทเดียวกัน อยู่ในตำแหน่งเดียวกันมากกว่า 10 จุด!
 
เนื่องจากเชื้อโรคเป็นปัจจัยจากภายนอกและสอดตัวเองเข้ามาในรหัสพันธุกรรมอย่างสุ่ม ฉะนั้นการจะมี ERV อยู่ในตำแหน่งเดียวกันจึงเกิดได้จากการมีบรรพบุรุษร่วมกันเท่านั้น

ข้ออ้างว่า"ผู้ออกแบบ"ได้ฝังไวรัสเข้าร่างกายมนุษย์เพื่อให้ดูเหมือนว่าเรามีรากวิวัฒนาการร่วมกับลิงชิมแพนซีก็คงฟังไม่ขึ้นนัก ต่อให้จริงก็แสดงว่า"ผู้ออกแบบ"ตั้งใจหลอกลวง ไม่ก็ประสงค์ร้ายเข้าทำนองไซไฟเอเลี่ยนบุกโลกเพราะไม่มีหลักประกันว่าไวรัสจะไม่ทำงานขึ้นมาแล้วฆ่าเจ้าวานรแสนซนแทน
 
จบเรื่อง ERV แล้ว ก็ต่อด้วย Pseudogene(รหัสพันธุกรรมขยะ) กันนะครับ
 
มีนักศึกษาปริญญาเอกด้านไบโอเคมคนหนึ่งเคยเขียนว่า "ถ้าเราถูกสร้างมาในภาพลักษ์ของพระเจ้า พระเจ้าก็คงเป็น ไวรัส(ERV นับเป็น 8% ของรหัสพันธุกรรมเราเลยทีเดียว) กับรหัสพันธุกรรมขยะ"
 
รหัสพันธุกรรมของเราเต็มไปด้วยขยะ หรือยีนส์ที่ไม่มีหน้าที่อะไรถึงประมาณ 95%! เรียกได้ว่าเลี้ยงคนว่างงานไว้ยิ่งกว่าระบบราชการแดนสารขัณฑ์เสียอีก แน่ละครับว่านักวิทยาศาสตร์ไม่ฟันธงว่าทั้ง 95% จะไม่ทำอะไรเลยและยังทำนายไว้ด้วยว่าในอนาคตเราคงพบหน้าที่ของมันบ้าง แต่รหัสพันธุกรรมส่วนที่เขาพิสูจน์ได้แล้วว่าเป็นขยะจริงๆนั้น ก็เพราะเราเห็นมันใช้งานได้ในสัตว์อื่นแต่ดันไม่ทำอะไรเลยในมนุษย์เพราะความเสียหายจากการกลายพันธุ์นั่นเอง
 
นักวิทยาศาสตร์สามารถวิเคราะห์รูปแบบของการกลายพันธุ์แล้วบอกได้อีกต่างหาก ว่าDNAส่วนนี้เสียตั้งแต่บรรพบุรุษยังไม่แยกสายพันธุ์หรือหลังจากนั้น
 
ตัวอย่างหนึ่งของ Pseidogene...เคยสงสัยไหมว่าทำไมพ่อแม่ต้องให้เราทานส้ม มะนาวเพื่อป้องกันฟันผุ แต่เจ้าตูบกินแต่เนื้อไม่เคยผุสักซี่ คำตอบคือเพราะยีนส์สร้างวิตามิน C หรือ L-gulono-gamma-lactone oxidase ภาษาชาวบ้านเรียก GULO gene ในมนุษย์เกิดกลายพันธุ์จนกลายเป็น Pseudogene ใช้งานไม่ได้แล้วยังไงละครับ
 
ในอาณาจักรสัตว์เลือดอุ่นมีหนูแฮมสเตอร์ ลิงชิมแพนซี และมนุษย์ที่ Gulo gene เกิดเสียหายอย่างไม่สามารถเคลมประกัน ซึ่งทฤษฏีวิวัฒนาการก็ทำนายว่า Gulo gene คนกับเจ้าจ๋อจะต้องเจ๊งในลักษณะเดียวกันเพราะวิวัฒนาการแยกจากกันไม่นาน ส่วนหนูแฮมนั้นคงเสียหายคนละแบบเพราะเราและเขาค่อนข้างอยู่ห่างกันพอสมควรในกิ่งก้านของชีวิต
  
พอถอดรหัส DNA ออกมา ก็จริงตามนั้นเสียด้วย
 
SRC: Panda's thumb
 
ดูภาพใหญ่ได้ที่นี่นะครับ จะเห็นได้ว่ารหัสGulo Gene ของมนุษย์กับลิงชิมแพนซีนั้นกลายพันธุ์ไปคล้ายกัน แต่ก็ในลักษณะแตกต่างจากหนูแฮมสเตอร์ ช่วยยืนยันสมมติฐานข้างต้นได้สมบูรณ์
 
เป็นอันปิดอีกคดี ถ้าคิดว่าหลักฐานวิวัฒนาการระหว่างคนกับลิงแค่นี้ยังไม่แน่นพอ พรุ่งนี้มีตอนสุดท้ายที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่านี้เสียอีกครับ
 
ใบ้ให้นิดว่าเกี่ยวกับ"เอเลี่ยน"ด้วย อิอิ
 
 

Comment

Comment:

Tweet

โอ้ววววววว อันนี้สุดยอด

#11 By bellbell on 2008-10-15 03:27

ไม่ต้องรอไปสำรวจอวกาศในหนังหรอก พวกยานอวกาศ Genesis กับ Stardust เค้าก็ไปเก็บตัวอย่างมา หรือผลจากการวิเคราะห์ซากอุกกาบาต มันชี้ชวนให้ไปแนวนั้นมากขึ้นเรื่อยๆsad smile

#10 By Eddalion on 2008-08-26 14:20

ขอโทษครับพี่ Starbucks สรุปคือ 8% ในDNA ของเราประกอบด้วย ERV นะครับ

#9 By Repentant on 2008-08-26 00:26

1. อ่า ไม่เป็นไรครับ ผมก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเหมือนกัน 555

2. งั้นต้องรอไปสำรวจอวกาศกันใน star ocean 4 นะพี่เอ็ด

3. เอ่อ ถ้าบอกว่าพรหมคือสวรรค์เบื้องบน คือที่กำเนิดธุลีอวกาศก็ถูกครับ แต่ถ้าบอกว่าเป็นเทพเป็นอะไรมันไม่มีหลักฐานหนา

4. big smile

5. เง้อ ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ คนกับลิงมีบรรพบุรุษร่วมกัน แต่เพราะการติดไวรัสในตำแหน่งพันธุกรรมเดียวกันจึงทำให้เรารู้ว่าทั้งสองพันธุ์มาจากจุดเดียวกันต่างหาก

6. ท่านพี่ Starbucks ไวรัสหลายชนิดแพร่พันธุ์ด้วยวิธีนี้มานานแสนนานก่อนจะมีไดโนเสาร์เสียอีกครับ ซึ่งเราก็ถูกไวรัสหลายสายพันธุ์กระหน่ำอยู่ตลอดเวลาจริงๆ คิดง่ายๆปีหนึ่งเราเป็นหวัดกี่ครั้ง ไม่สบายบ่อยเท่าไหร่ ซาก ERV ถึงมีมากเป็น 4% ของ DNA เราไงครับ

ไวรัสบางตัวไม่เกาะกับเซลล์สืบพันธุ์มันเลยไม่ทิ้งซากไปสู่ลูกหลาน เราเลยไม่มี ERV มากไปกว่านี้ 555

7. ไม่ฉลาดหรอกครับ เพราะโง่นี่แหละเลยอยากรู้ หวังว่าจะอ่านบทความเข้าใจนะครับ เพราะเขียนโง่ๆเหมือนกัน

#8 By Repentant on 2008-08-25 22:18

รหัสพันธุกรรม .. A T C G
เงิ่บๆ (แง่กๆๆ)
ทิ้งพวกนี้ไปแล้วประมาณ 3 ปี sad smile

ลองไล่อ่านเอนทรี่เก่าๆ ดู
พี่เก่งจังเลยค่ะ ขอคารวะจากใจจริง confused smile

รออ่านตอนสุดท้ายนะคะ open-mounthed smile

#7 By Bluemoon on 2008-08-25 17:44

อืม .. รูปแบบของไวรัสริง เอ๊ย ไวรัสลิง (อ่าน The Ring มากไปหน่อย -_-')

ความสามารถของไวรัส ถามารถเข้าถึงรหัสพันธุกรรมได้เลยเหรอครับ
ถ้าอย่างนั้น แล้วยุคหลังๆต่อจากนั้น ไม่ยิ่งโดนไวรัสสายพันธ์อื่นๆ
เข้ามากระหน่ำในรหัส DNA เพิ่มเติมได้หรือครับ?

อันนี้สงสัยเพราะความไม่รู้จริงๆครับ

จริงๆก็ไวรัสแหล่ะนะครับ
ที่เป็นรูปแบบละอองเกษรจักรวาล มาจากต่างดาว 5 5 5
หรือคือเอเลี่ยนตัวจริง หุๆ Hot!
มนุษย์ไม่ใช่ลิง เพราะกลายพันธุ์มาจากไวรัส...... ฟังดูเท่ๆ เหมือนในหนังวิทยาศาสตร์ยังไงไม่รู้ open-mounthed smile

#5 By lumin on 2008-08-25 15:13

ความรู้น่าสนใจอีกแล้ว ว่าแต่ร่างกายเรามันDNAขยะเยอะจริงๆแฮะsad smile
ตามหลักพุทธศาสนา..มนุษย์มาจากพรหม

#3 By เราเอง on 2008-08-25 13:19

สารต้นกำเนิดโมเลกุลอินทรีย์ มาจาก"ดาวหาง" ก็เป็นชาวต่างดาวกันทั้งนั้น

#2 By Eddalion on 2008-08-25 13:01

ไม่เคยเห็นเอเลี่ยน
เลยยังไม่เชื่อว่าเอเลี่ยนมาบนโลก

แต่เชื่อว่าต้องมีดาวซักดวงแหละที่มีสิ่งมีชีวิต


ปล. ดูภาพอะไรเป็นวิทย์ๆไม่เป็นอ่ะ .. sad smile

#1 By ฉันคือรั้ว on 2008-08-25 12:54