เวลาเจ๊อะกับกลุ่มต่อต้านทฤษฏีวิวัฒนาการ ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในหัวเราคือ " โอ๊ะโอ คนๆนี้เขาเชื่อว่าพระเจ้าสร้างโลกแหงมๆ"

แต่ทราบไหมเอ่ย? ว่าจริงๆแล้วมีมส์พระเจ้าสร้างโลกไม่ได้รวมเป็นหนึ่งหน่วยกลมเกลียว หากแตกย่อยกันไปหลายแนวคิดซึ่งแต่ละอันก็ไม่มีวันเข้ากันได้เสียด้วย! ฉะนั้นหากวันไหนพวกเขาล้มล้างวิทยาศาสตร์ได้สำเร็จขึ้นมาก็อย่าคิดว่าความขัดแย้งจะจบเพราะไสยศาสตร์สามสำนักนี้ยังต้องมาฟาด Mortal Kombat  หาผู้ชนะกันอีกรอบ

ไปดูกันว่าเขามีกี่บ้าน

สำนักแรก : Young Earth creationism พระเจ้าสร้างโลกเมื่อไม่นานมานี้

แนวคิดนี้เชื่อว่าโลกเพิ่งถูกสร้างเมื่อประมาณ 6,000-10,000 ปีที่ผ่านมานี้เอง โดยพระเจ้าใช้เวลา 6 วันเต็มๆหรือ 144 ชั่วโมงตามที่ว่าไว้ในไบเบิลบทเจเนซิทุกประการ เรียกได้ว่าปั่นงานยิ่งกว่าข้อสอบเทคโฮม ตอนไฟนอลเสียอีก แนวคิดนี้เป็นรูปเป็นร่างเมื่อศตวรรษที่ 17 ภายหลัง James Ussher บิชอปนิกายแองคลิกันได้ตีพิมพ์ Ussher Chronology ขึ้นโดยมีเป้าหมายหาอายุโลกด้วยพระคัมภีร์


ปก  The Annals of the Old and new Testament

วิธีคำนวณคือเริ่มนับจากอดัม มนุษย์คนแรกแล้วบวกไปเรื่อยๆจนถึงสมัยพระเยซูโดยใช้อายุซึ่งระบุไว้ในพระคัมภีร์ แต่เนื่องจากไบเบิลแต่ละเวอร์ชั่นคลาดเคลื่อนกันเรื่องวัน เดือน ปี สุดท้ายท่านบิชอปจึงเลือกใช้ Hebrew bible ซึ่งน่าจะเป็นฉบับออริจินัลแทน ผลคำนวณก็สรุปว่าโลกถูกสร้างขึ้นเมื่อ 4004 ปีก่อน ค.ศ. เท่านั้น!

สำหรับเราๆท่านๆความคิดของสำนักนี้อาจดูพิลึกพิลั่นเอามากๆ แต่สำหรับคริสต์สายที่มีความเชื่อว่าต้องแปลพระคัมภีร์ตรงเด๊ะตามตัวอักษรไม่งั้นจะตกนรกแล้วเขาก็ต้องศรัทธาตามเท่านั้นแหละครับ ปัญหาตอนนี้คือจะทำยังไงกับวิทยาศาสตร์เจ้ากรรมซึ่งขัดแย้งกับ YEC (Young Earth Creationism) ทุกอย่างตั้งแต่ ดาราศาสตร์ไปจนถึงธรนีวิทยาได้?

 คำตอบคือเปลี่ยนนั่นแปลงนี่จากไบเบิลให้ฟังเป็นวิทยาศาสตร์แล้วติดป้ายใหม่ว่า Creation Science นั่นเอง โดยมีหัวเรือใหญ่เป็นหนังสือ The Genesis Flood เขียนปี 1961 ซึ่งอ้างว่ามีหลักฐานทางธรณีวิทยาว่าเกิดเหตุการณ์โนอาน้ำท่วมโลกจริๆ

ถึงข้อมูลมั่วๆในหนังสือจะถูกสับเละเทะตั้งแต่วันแรกที่ตีพิมพ์ ทุกวันนี้แนวคิดนี้ก็ยังถูกเชื่อกันอย่างกว้างขวางในกลุ่มคริสต์และอิสลามสายสุดโต่งซึ่งหยิบไอเดียจาก Genesis flood ไปใช้ ถ้าท่านสงสัยว่ายังมีคนศตวรรษที่ 21 จะเชื่อเรื่องแบบนี้ได้ยังไง คำตอบคือหัวโจกแนวคิดเหล่านี้ใช้ยุทธวิธีเวลามีกิ๊ก นั่นคือชักแม่น้ำมาร้อยแปดจนเข้าทำนองแถแต่ฟังถูกหูผู้มีจิตศรัทธาอยากเชื่อนั่นเองครับ

ตัวอย่างความเชื่อแปลกๆของ YEC

เอกภพ:  บิ๊กแบงไม่ได้เกิดขึ้น การที่เราเห็นดาวซึ่งอยู่ห่างจากโลกเกินหมื่นปีแสง(เกินกว่าอายุจักรวาล 6,000 ปีตามแนวคิดนี้) ก็เพราะในอดีตแสงเดินทางเร็วกว่าแสง...ตึ๊งงง = =' หรือไม่พระเจ้าก็สร้างจักรวาลตอนแรกให้เล็ก วางดาวทุกดวงอยู่ใกล้โลก แล้วค่อยยืดจักรวาลออกไปทีหลังอย่างกับพิซซ่าขอบชีส

ฟอสซิล: ไดโนเสาร์อยู่ร่วมกับมนุษย์เหมือนในการ์ตูนฟลินสโตน หรือ Jurassic park! แต่หลังจากน้ำท่วมโลกทำให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปพวกมันก็หายใจไม่ออกจนสูญพันธุ์ตายหมด ความเชื่อนี้ทำให้กลุ่ม YEC พยายามหาหลักฐานบ้าๆบวมๆอย่างรอยเท้าคนเดินคู่กับไดโนเสาร์หรือเนสซีมาเพื่อจะชี้ว่าพวกมันเพิ่งมีชีวิตอยู่เมื่อไม่นานมานีเอง

เรื่องไดโนเสาร์นี้ตลกมาก ถึงขั้นมีคนระดมทุนหลายร้อนล้านตั้ง creation museum พิพิฒภัณท์ไดโนเสาร์ตามหลักไบเบิลเลยทีเดียว วันไหนได้ไปจะถ่ายรูปมาฝากนะครับ

วิวัฒนาการ: วิวัฒนาการไม่ได้เกิดขึ้นแน่ๆ แต่สาเหตุที่โลกมีสิ่งมีชีวิตหลากหลายได้ขนาดนี้ก็เพราะพระเจ้าช่วยให้สัตว์จากเรือโนอาห์แตกสายพันธุ์ออกไปอย่างรวดเร็ว จากบรรพบุรุษสองตัวกลายเป็นเสือ สิงโต ชีตาห์ได้ช่วงเวลาไม่กี่ร้อยปีเท่านั้น!(นี่มันยิ่งกว่าวิวัฒนาการอีกนะนี่) ถึงมีคู่เดียว พี่น้องแต่งกันเองก็ไม่เป็นไรเพราะรหัสพันธุกรรมยุคนั้นยัง"บริสุทธิ์"อยู่ เขาหมายความว่าอะไรผมก็งงเหมือนกันนั่นล่ะ = ='

ภายใน YEC เองยังมีสายย่อยที่เชื่อว่าโลกเราอายุน้อยจริง แต่จักรวาลถูกสร้างมานานแล้วเพื่อหลบปัญหาทางฟิสิกส์ ประมาณว่าพระเจ้าสร้างเอกภพเสร็จแล้วพักเล่นเกมสักหลายพันล้านปีค่อยกลับมาเสกโลกขึ้น แต่กลุ่ม YEC สายหลักก็ค้านด้วยเหตุผลว่า ตามลำดับในบทเจเนซิสระบุว่าโลกถูกสร้างก่อนดวงดาวต่างหากเฟ้ย

สำนักสอง : Old Earth creationism พระเจ้าสร้างโลกเมื่อนานมาแล้ว

 OEC แตกออกจาก YEC เพราะหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พบตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 มีน้ำหนักมากเกินกว่าจะเชื่อว่าโลกมีอายุ 6,000-10,000 ปี หรือน้ำท่วมโลกเกิดขึ้นได้

โดยความเชื่อ OEC คล้ายกับ YEC เพียงอย่างเดียวคือเชื่อว่าวิวัฒนาการไม่มีจริง ซึ่งภายในสำนักแบ่งออกเป็นสองก๊กคือ

1. Gap Creationism พวกที่เชื่อว่าโลกและจักรวาลนี้อายุเก่าแก่แต่พระเจ้าเพิ่งมาสร้างสิ่งมีชีวิตทุกอย่างขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ โดยพวกเขาคิดว่า"วัน"ในพระคัมภีร์ไม่ได้มี 24 ชั่วโมงอย่างพวก YEC เชื่อแต่หมายถึง "ยุค" ต่างหาก ฉะนั้นพระเจ้าจึงละเลียดสร้างดวงดาวสักพันล้านปีแล้วค่อยมาเสกชีวิตขึ้นปิ๊งๆทีหลังได้

2. Progressive Creationism พวกที่เชื่อว่าพระเจ้าเริ่มสร้างชีวิตเมื่อหลายพันล้านปีแล้วตามหลักฐานวิทยาศาสตร์ แต่จะเสด็จมาเป็นระยะเพื่อเสกสิ่งมีชีวิตใหม่ๆขึ้น ปลาโบราณไม่ได้วิวัฒนาการเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ลิงดึกดำบรรพ์ไม่ได้กลายเป็นคนไม่ ซากฟอสซิลที่พบไม่ใช่หลักฐานการมีบรรพบุรุษร่วมกันแต่เป็นสัตว์แค่อีกชนิดซึ่งพอสูญพันธุ์ไป แล้วพระเจ้าก็ลงมาสร้างสัตว์ชนิดใหม่ซึ่งหน้าตาคล้ายตัวเก่าแต่ต่างไปอีกนิดหน่อย

OEC สองสายนี้ขัดแย้งกันเรื่องพระแสนยานุภาพ เพราะอันหลังทำให้พระเจ้าดูเหมือนเด็กเลี้ยงปลาทองที่ไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ ปลาหงายท้องตุ๊ปป่องๆเมื่อไหร่ก็ต้องซื้อใหม่ปลาชุดใหม่มาแทน

YEC เองก็เรียก OEC ว่านอกรีตเพราะไม่แปลคำว่า "วัน" ในเจเนซิสตามตัวอักษรหรือยอมรับเรื่องในคัมภีร์อย่างโนอาห์ว่าเกิดขึ้นจริง ฝ่าย OEC ก็ว่า YEC สุดโต่งไม่รู้จักแยกแยะว่าตรงไหนแปลยังไง

สรุปคือเถียงกันเรื่องในคัมภีร์ไม่ใช่วิทยาศาสตร์นั่นเอง คิดว่าที่เราพบส่วนใหญ่ในเมืองไทยจะเป็นสาย OEC นี่แหละครับ แปลกอยู่เหมือนกันทั้งๆที่แบปติสท์ต้นสังกัดในอเมริกามักจะเป็น YEC กัน อันนี้ผมคิดว่าเพราะเขาให้ความสำคัญกับการปลูกฝังความคิดต่อต้านวิวัฒนาการมากกว่า แถมวัฒนธรรมไทยยังชินกับเรื่องโลกเก่าแก่โบราณ ต้นสังกัดเลย(ยัง)ไม่ใส่ใจเรื่องอายุโลกนัก

สำนักสาม : น้องใหม่มาแรง Intelligent Design

 ในสายตานักวิทยาศาสตร์แล้ว Intelligent Design หรือ I.D. นั้นน่าเกลียดกว่า YEC หรือ OEC เสียอีก เพราะอย่างน้อยสองสำนักนั้นก็ยังมีทฤษฏีเป็นหลักเป็นฐานว่าใครสร้างอะไรเมื่อไหร่ แต่ Intelligent Design ไม่ยอมบอกว่าผู้สร้างเป็นใคร สร้างเมื่อไหร่ อย่างไร ด้วยเหตุผลอะไร(จึงพิสูจน์อะไรไม่ได้ด้วยวิทยาศาสตร์) ทั้งนี้เพราะ I.D. ต้องการหลบเลี่ยงกฏหมายสหรัฐที่ห้ามสนับสนุนศาสนาใดเป็นพิเศษนั่นเอง

 I.D. ถือกำเนิดขึ้นกลางยุค 80 ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญสหรัฐตัดสินว่าแนวคิดทั้ง YEC และ OEC มีจุดประสงค์ส่งเสริมศาสนาและออกกฏห้ามสอนวิชาเหล่านี้ในห้องเรียน กลุ่มพระเจ้าสร้างโลกเลยต้องมารวมหัวกันใหม่แล้วยอมตัดสินใจสงบศึกกันชั่วคราว ประมาณว่า "ล้มวิทยาศาสตร์ให้ได้ก่อนแล้วค่อยเถียงกันทีหลังว่า โลกมันเก่าหรือใหม่" สำนัก I.D. จึงเอาวรยุทธิ์จากสองสำนักมาผสมกัน ตัดคำอ้างถึงพระคัมภีร์ให้หมดแล้วเขียนตำรา Of Pandas and People ขึ้นในปี 1989


Of Pandas and people ที่โดนแฉในศาลปี 2005 ว่าใช้ word processor เปลี่ยนคำในเล่มจาก creator(พระผู้สร้าง) เป็น intelligent agent(อำนาจที่มีสติปัญญา) เพื่ออาศัยช่องโหว่กฏหมาย มุกแดนสารขัณฑ์เลยทีเดียว

ไอเดียหลักของ ID มีต้นกำเนิดมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 เมื่อนักปรัชญาอังกฤษ William Paley บอกว่าหากเราพบนาฬิกาในป่า ก็มีความเป็นไปได้ทางเดียวคือมีคนประดิษฐ์มันขึ้นมาและทำตกไว้ เพราะปรากฏการณ์ธรรมชาติไม่สามารถสร้างกลไกซับซ้อนอย่างนาฬิกาได้  ID คือการอ้างว่าในสิ่งมีชีวิตมีกลไกที่ไม่สามารถวิวัฒนาการขึ้นเอง ต้องเกิดจากการสร้างเพียงทางเดียวเท่านั้น

ทีแรกผู้นำกลุ่ม Intelligent design ตั้งเป้าหมายว่าจะทำการค้นคว้าทดลองเพื่อสร้างทฤษฏีใหม่มาล้มวิวัฒนาการ แต่จนแล้วจนรอด 20 ปีก็ยังไม่มีอันไหนผ่านขั้นตอนตรวจความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ หรือสร้างสาขาใหม่ๆในการศึกษาทดลองโลกธรรมชาติได้ ข้ออ้างเรื่องกลไกชีวิตซับซ้อนจริงๆก็คือการเอาคำค้านเก่าๆอย่างตาเกิดขึ้นเองไม่ได้หรือสัตว์วิวัฒนาการข้ามพันธุ์ไม่ได้ของ YEC กับ OEC มาใส่ขวดเหล้าใหม่

ตอนนี้พวกเขาจึงเปลี่ยนยุทธวิธีมาเป็นการพุ่งเป้าไปที่คนทั่วไปแทนโดยการออกภาพยนต์ หนังสือ(เห็นว่าแปลเป็นไทยเล่มหนึ่ง กล่องดำของดาร์วินหรือไงนี่แหละขอรับ) และ "รายชื่อนักวิทยาศาสตร์ที่คัดค้านดาร์วิน" มาโฆษณาชวนเชื่อ

ล่าสุดคือเชื่อมทฤษฏีวิวัฒนาการกับความเลวร้ายทุกอย่างในโลก ตั้งแต่นาซีไปถึงการทำแท้ง!!

ต่อไปใครเอ่ยปากว่า Intelligent design  ก็บอกได้เลยครับว่าตัว Phillip Johnson เจ้าสำนักเองยังยอมรับว่าไม่มีทฤษฏีอะไรไปค้านกับดาร์วินด้วยซ้ำ เพราะคนเหล่านี้รู้ดีกว่าการจะทำให้ความคิดของเขาเป็นวิทยาศาสตร์ได้นั้นจะต้องเอาชนะสงครามวัฒนธรรม ล้างสมองประชาชนให้มองวิทยาศาสตร์เสียใหม่ จากการหาคำอธิบายกลไกธรรมชาติไปเป็นการยอมรับพลังเหนือธรรมชาติเหมือนกับในยุคกลาเสียก่อน

ID นี้นอกจากจะค่อยๆแพร่ไปยังสายต่างๆของ คริสต์ อิสลามแล้วลัทธิราเอเลี่ยนยังเอากับเขาด้วย เพียงแต่เปลี่ยนผู้สร้างจากพระเจ้าเป็นมนุษย์ต่างดาวเท่านั้น :p

ผู้คัดค้าน ID ไม่ได้มีแต่วิทยาศาสตร์ กระทั่ง OEC กับ YEC หลายสำนักก็ต่อต้าน เพราะหาว่า ID นั้นขี้ขลาดไม่กล้าอ้างถึงพระคัมภีร์ ทั้งๆที่ ID ก็ไม่ได้คิดต่างจากอีกสองสำนักเลยว่าพระเจ้าสร้างโลก

...

ครบเสียที สามบ้านของโรงเรียนพระเจ้าสร้างโลก ทุกสำนักต่างมีแนวคิดส์หลักๆร่วมกันคือการเต็มใจบิดเบือนความจริงและหลอกตัวเองเพื่อสังเวยต่อศรัทธา จริงๆก็น่าสงสารที่พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น เพราะหากละทิ้งส่วนใดของคัมภีร์ที่"สมบูรณ์แบบ"ไปก็เท่ากับความเชื่อที่เหลืออาจไม่เป็นจริงไปด้วย มีมส์ทางสังคมก็น่ากลัวอย่างนี้แหละครับ มันไม่จำเป็นต้องช่วยให้โลกนี้ดีขึ้นแค่ทำให้คนรู้สึกอุ่นใจโดยไม่สนว่าคบไฟแห่งปัญญานับวันจะริบหรี่ก็พอ

...

ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งแสงแห่งเหตุผลจะส่องถึงล่ะนะ

 

Comment

Comment:

Tweet

บางเรื่องนี่ก็จับโยงมั่วไปหมด จับอันนั้มาชนอันนี้ 

#8 By 123 (1.46.229.204) on 2016-02-05 02:58

question embarrassed surprised smile wink double wink cry จะชัก

#7 By อานน (58.8.159.148) on 2009-05-25 14:16

หลายอันตอบแบบสีข้างเข้าถูจริงๆsad smile
1. ก็เป็นฉะนี้ละครับ
2. ถ้าวิวัฒนาการเป้นจริง เจเนซิสก็ไม่จริง เจเนซิสไม่จริงจะมีส่วนไหนอีกไม่เป็นจริงบ้าง อ๊ากกกก
3. ตอนนี้จุดไบก้อนไล่ได้ยุงอ่ะครับ
4. มีมส์แท้ๆน้อ ว่าแล้วก๋อัพเรื่องมีมส์ดีกว่า

#5 By Repentant on 2008-08-29 09:39

นั่นสิ...ทั้งๆที่เห็นๆกันชัดๆว่าบางเรื่องมันหลอนเหลือเกิน เเล้วทำไมยังเชื่อได้นะ

#4 By KusaYoshi on 2008-08-29 09:32

จุดคบไฟแห่งปัญญาเพื่อไล่แมลงร้ายเถิด
เรื่องแปลกที่ผมไม่เคยเข้าใจคือ ทำไมคนเราถึงทิ้งความเท็จไม่ได้ ทิ้งศรัทธาในสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าผิดไม่ได้embarrassed

#2 By house on 2008-08-29 00:23

เร่ืองมันเป็นอย่างนี้นี่เอง หุหุ question

#1 By Natural Disaster on 2008-08-28 23:57