ยีนเห็นแก่ได้ หรือ Selfish Gene เป็นศัพท์ที่ถูกบัญญัติขึ้นโดย ศจ. Richard Dawkins นักวิทยาศาสตร์สาขาวิวัฒนาการนามเอกอุของโลกชาวอังกฤษในหนังสือปี 1976 ชื่อ The Selfish Gene เพื่ออธิบายว่าพฤติกรรมสูงส่งทั้งหลาย เช่นการทำงานร่วมกันในสังคม อุปนิสัยเสียสละในสัตว์และมนุษย์นั้น แท้จริงเป็นผลข้างเคียงจากความเห็นแก่ได้ของยีนล้วนๆ
 

The Selfish Gene ฉบับครบรอบ 30 ปีของข้าพเจ้าเอง
 
สำหรับท่านที่เริ่มรู้สึกว่าข้อสันนิษฐานนี้ขัดแย้งกันเองชอบกล ก็ต้องขออธิบายก่อนว่า Dawkins เป็นนักวิทยาศาสตร์สายซึ่งมองว่าหัวใจหลักของวิวัฒนาการไม่ใช่การเอาตัวรอดของพืชหรือสัตว์ หากอยู่ที่ความพยายามดำรงอยู่ของยีนซึ่งเรียงร้อยขึ้นเป็นสิ่งมีชีวิตนั้นๆ
 
พูดง่ายๆคือมนุษย์ไม่ได้ต้องการยีนเพื่อสืบพันธุ์...แต่ยีนต่างหากที่อาศัยกายมนุษย์แทนพาหนะเพื่อสืบทอดตัวเองสู่ลูกหลาน ด้วยเหตุนี้มันจึงดิ้นรนสร้างชีวิตให้มีโอกาสผ่านบททดสอบการคัดเลือกทางธรรมชาติได้มากที่สุด ยิ่งสำหรับมนุษย์แล้วต้องบวกการคัดเลือกทางสังคมเข้าไปอีกขั้น
 
ไม่ว่าจะ พอลล่า อั้ม เคียร่า ไนท์ลี่ (สำหรับสาวๆก็ดงบันชินจิ กับ แบรด พิทท์ละกัน :p) ผมคิดว่าทุกคนคงเห็นด้วยว่าบุคคลเหล่านี้ต่างก็เป็นเป็นพาหนะของยีนที่ประสบความสำเร็จกันทั้งนั้น เพราะพวกเขาจะต้องมีลูกหลานสืบรหัสพันธุกรรมเกือบแน่นอน 100%
 

ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากแปะ อิอิ
 
พูดอย่างนี้อาจเหมือนว่ายีนมีชีวิตจิตใจ เปล่าครับ ยีนส์ปราศจากวิญญาณหรือความคิด เมื่อเราย้อนดูรุ่งอรุณของชีวิตเมื่อหลายพันล้านปีก่อน พวกมันก็แค่รหัสชีวภาพที่ล่องลอยอยู่ในมหาสมุทรแห่งบรรพยุคตามหาวัตถุดิบคัดลอกตัวเองไปตามประสา ธรรมชาติผู้เป็นมารดาต่างหากที่ยื่นเงื้อมหัตถ์อันงดงามและโหดร้ายมาเลือกสรรให้ยีนซึ่งสามารถกลายพันธุ์ได้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอดชีวิต ส่วนยีนที่ไม่ประสบความสำเร็จ หมดโอกาสคัดลอกตัวเองก็สูญสิ้นไป
 
แน่ละครับว่าในสถานการณ์แบบนี้การมีลักษณะที่เอาเปรียบ เห็นแก่ตัว (แม้ปราศจากจุดมุ่งหมายหรือความตั้งใจก็เถอะ)ย่อมได้ชัยชนะ แต่เจ้ารหัสชีวภาพโบราณพบว่าในโลกที่เดือดพล่านด้วยไอร้อนและสิ่งแวดล้อมบ้าคลั่งนั้นการเอาตัวรอดคนเดียวไม่ได้หมายถึงความสำเร็จเสมอไป บางครั้งหากประสานงานกับยีนส์อื่นโอกาสสำเร็จย่อมสูงกว่าเป็นไหนๆ
 
อย่ากระนั้นเลย มาพึ่งพากันดีกว่า
 
หลักฐานการรวมก๊กของยีนก็ยังอยู่กับร่างกายเราในรูปไมโตคอนเดรียที่ทำหน้าที่เป็นโรงไฟฟ้าให้เซลล์นี่เองครับ โดยนักวิทยาศาสตร์พบว่ารหัสพันธุกรรมของมันมีลักษณะเหมือนกับแบคทีเรียซึ่งบรรพบุรุษเซลล์เดียวของเราในครั้งกระโน้นหยิบมาประกอบกับตัวเพื่อเอื้อประโยชน์การดำรงชีวิตให้กันและกัน
 
พืชสัตว์ซับซ้อนรอบตัวเราต่างเป็นหลักฐานความสำเร็จของการร่วมมือโดยเหล่ายีน ทุกสรรพชีวิตคือบทเพลงประสานเสียงของรหัสพันธุกรรมที่ร่วมร้อยเรียงมาสร้างเป็นพาหนะอันเหมาะสมให้พวกมันใช้สืบทอดตัวเองต่อไป
 
กระนั้นโปรแกรมที่หล่อหลอมโดยธรรมชาติเมื่อครั้งบรรพยุคว่า..."ยีนแต่ละตัวต้องหาทางถ่ายทอดตนเองสู่รุ่นหลาน"ก็ยังคงทำงานอยู่ บทเพลงของยีนดูเผินๆอาจเหมือนสอดคล้อง แต่แท้จริงการแข่งขันเอาชนะนั้นมีอยู่ โดยมันจะแสดงธาตุแท้ความเห็นแก่ตัวออกมาชัดเจนสุดในกลไกการสืบพันธุ์ เพราะนั่นคือเวลาตัดสินว่ายีนตัวไหนจะถ่ายทอดสู่ลูกหลาน ตัวไหนจะเหี่ยวแห้งตายไปพร้อมเจ้าของร่าง
 
ขณะที่ยีนส่วนใหญ่แสดง"ความเห็นแก่ได้"โดยหล่อหลอมพาหนะให้ประสบความสำเร็จในการดำรงพันธุ์ ยีนบางตัวก็โกงอย่างแสบสันต์เพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองจะได้คัดลอกตัวเองต่อแน่ๆโดยไม่แยแสพาหนะแม้แต่น้อย
 
ลองดูอย่าง"ยีส์เห็นแก่ได้"ในเต่าทองกินแป้งสีแดง มันจะวางกับดักไว้ในเซลล์ไข่ทุกฟองโดยกำหนดไว้ว่าหากตัวอ่อนใดไม่มียีนส่วนของมันติดไปด้วยเจ้าเต่าทองน้อยก็จะตายทันทีไปตั้งแต่เป็นตัวอ่อน เข้าทำนอง "ถ้าข้า(ยีน)ไม่ได้ติดไปด้วย เอ็งก็อย่าหวังจะมีชีวิตรอดเลย"
 

เต่าทองกินแป้งสีแดง
 
  หรืออย่างยีนควบคุมพฤตกิกรรมการสืบพันธุ์แมงมุม,ตั๊กแตนที่ผลักดันให้มันตกเป็นเหยื่อของตัวเมียหลังผสมพันธุ์เสร็จ "ยีนเห็นแก่ได้"ไม่สนใจเลยว่าเจ้าของร่างเดิมจะตายในเมื่อมันได้ทำการสืบทอดตัวเองเรียบร้อย...หนำซ้ำสารอาหารจากร่างตัวผู้ยังเพิ่มโอกาสความสำเร็จของแม่แมงมุมให้อีกต่างหาก!
 

แมงมุมผ้าไหมกำลังกินอดีตสาละมี
 
ขนาดในมนุษย์เองยีนยังแสดงความเห็นแก่ได้โดยส่งต่อการพัฒนาปรับปรุงทุกอย่างสู่ลูกหลานอย่างไม่เหลียวแลพาหนะลำเก่าอย่างเราเลย ความหล่อ ฉลาด แข็งแรง ไม่มีวันย้อนกลับคืนถึงบิดา มารดา ขนาดน้องร้องนำ Aerosmith มีลูกสวยหยาดอย่าง Liv Tyler ก็ไม่ได้ทำให้หน้าตัวเองดูดีขึ้นตามสักนิด อิอิ
 
 
ลูกเอล์ฟอาร์เวนกับพ่อออร์ก
 
ตอนที่ท่าน Dawkins เสนอความคิดนี้เมื่อ 30 ปีก่อนมีนักวิทยาศาสตร์หลายฝ่ายออกเสียงคัดค้าน แต่ปัจจุบันข้อพิสูจน์ในรูปของตำแหน่ง"ยีนเห็นแก่ได้"ในรหัสพันธุกรรมของสัตว์อย่างผึ้งและเต่าทองก็ถูกไขออกมาสำเร็จแล้ว เป็นอันยืนยันสมมติฐานได้อย่างสมบูรณ์ ว่ายีนนั้นเห็นตัวเองเป็นใหญ่และพร้อมจะทำทุกอย่างให้ตนประสบความสำเร็จแม้จะแลกด้วยยีนอื่นๆหรือหายนะของร่างพาหนะ
 
คำถามขณะนี้คือทั้งหมดหมายความยังไงกับเรา? การที่ยีนมีลักษณะเห็นแก่ได้หมายความว่าเราต้องคดโกง เอาเปรียบผู้อื่นด้วยหรือไม่?
 
คำตอบคือไม่ครับ และที่แสนกลับตาลปัตรคือความเห็นแก่ได้ของยีนนี่แหละที่นำไปสู่พฤติกรรมสูงส่งหลายๆอย่างเช่นการเสียสละและการให้
 
 ต้นตอของปรากฏการณ์เหมือนกับหนังไซไฟไม่ผิดเพี้ยน ทุกอย่างเริ่มจากว่า "ยีนแต่ละตัวต้องหาทางถ่ายทอดตนเองสู่รุ่นหลาน" ซึ่งเขียนอยู่ในโปรแกรมพันธุกรรมนั้นมีบั๊กหรือข้อบกพร่องที่ทำให้มันไม่สามารถเห็นแก่ได้อย่างเต็มที่ในสัตว์ซึ่งมีวิวัฒนาการสมองถึงระดับหนึ่งแล้วอย่าง มนุษย์ ชิมแพนซี โลมา
 
ท่านๆอ่านโค้ดแล้วดูกันออกไหมเอ่ย?
 
เฉลย
 
แต่ละตัว ไม่ได้หมายถึงตัวเราคนเดียวเท่านั้น แต่มันหมายถึงผู้ร่วมสายเลือดอย่าง พ่อ แม่ ปู่ ย่า พี่ น้อง ซึ่งมีโอกาสสูงว่าจะได้รับยีนตัวเดียวกันมาจากบรรพบุรุษด้วย ฉะนั้นความเมตตาอาทร จนถึงการสละชีวิตก็เป็นหนทางช่วยให้ยีนส์ก็อปปี้อื่นๆมีโอกาสสืบทอดตนเองต่อไป เมื่อสังคมยิ่งซับซ้อนยิ่งขึ้นพฤติกรรมซึ่งแต่เดิมมาจากยีนล้วนๆก็ถูกมีมส์ขัดเกลาไปเป็นอุปนิสัยอย่างอื่น เช่นความรักชาติ น้ำใจ การให้ทานต่อผู้ร่วมเทือกเถาเหล่ากอและหน่วยสังคม
 
หลายกรณีมีมส์ก็ถึงขั้นเอาชนะยีนได้ อย่างค่านิยมการคุมกำเนิดซึ่งความรับผิดชอบต่อตัวเองกับคนใกล้ชิดมีผลเหนือเป้าหมายการสืบทอดยีน
 
ผลการทดลองในสัตว์สังคมที่ใกล้เคียงมนุษย์อย่างลิง นักวิทยาศาสตร์พบว่ามันจะยินดีเสียสละสิ่งต่างๆให้กับญาติ นั่นเพราะสมองชิมแพนซีสามารถประมวลผลจากความทรงจำและรูปร่างได้ว่าเพื่อนร่วมตระกูลต่างผูกพันร่วมเกลียวยีนเดียวกัน รายละเอียดเรื่องนี้สามารถอ่านเพิ่มได้ใน ลิงก็ทำบุญได้ 
 
บั๊กตัวกระจิดริดในรหัสพันธุกรรมบวกกับสมองรับรู้ช่วยปลดปล่อยเราพ้นจากการกดขี่ของยีนทีละนิดๆ กระทั่งวันนี้สมองมนุษย์สามารถใช้วิทยาศาสตร์เปิดสายตาประจักษ์กับสายใยของยีนที่เชื่อมโยงชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ใช่แค่ญาติทางสายเลือดอย่างเดียวหากแต่เป็นมนุษยชาติทั้งมวลและทุกชีวิต
 
เอาอิสรภาพนั้นไปทำอะไร...จะดูแลหรือทำลาย...ก็ขึ้นกับเราแล้วละครับ
 
Ref: The Selfish Gene: 30th Anniversary Edition--with a new Introduction by the Author by Richard Dawkins (Paperback - May 25, 2006)
Wikipedia
Science daily 
 
ปล. แ ก้ ยีนส์ เป็น ยีน แล้วนะครับ ต้องขอบคุณท่าน P.S. ที่ช่วยแย้งมาก เพราะตัวผมเองสับสนสองคำนี้มาแต่มัธยมแล่ว แหะๆ

Comment

Comment:

Tweet

อยากได้หนังสือเล่มนี้จัง หาซื้อได้ที่ไหนคะ เลื่อมใสในพุทธศาสนาค่ะ ทุกอย่างต้องมีเหตุผล หากมีพระเจ้าจริงก็คงเชื่ออย่างไอน์สไตน์ พระเจ้าคือธรรมชาติ เพราะธรรมชาติเท่านั้นที่สรรสร้างจักรวาลและมนุษย์ มิใช่ผู้ใดผู้หนึ่งที่จะสร้างและจะทำลายเอกภพและมนุษยชาติ..big smile

#39 By !!ooo!! (61.90.87.253) on 2009-08-28 23:08

แล้ว มีม มันมีจริงๆ มั๊ยอ่ะคับ

ยีน เราเห็นได้ว่ามันมีจริงๆ

หรือผู้เขียนเพียงแค่ อ้างสิ่งสมมติขึ้น

เพื่ออธิบายถึงสิ่งที่ทฤษฎีอ้างไม่ถึง

ผู้เขียนเค้าอธิบายเพิ่มเติมอารัยเกี่ยว มีม มั๊ยอ่ะคับ

ปล. โดยส่วนตัวผมมองว่า

มันม่ะช่ายแค่ยีน หรอกที่เห็นแก่ตัว

เพราะว่าไม่ใช่แค่ยีนตัวใดตัวหนึ่ง ที่ดำรงค์อยู่ได้

มันต้องมียีนหลายๆ ตัวประกอบ และเกื้อกูลกันม่ะช่ายหรอ

#38 By BoonBoon (112.143.44.154) on 2009-05-18 20:50

ขอบคุณสำหรับเนื้อหาดีๆครับผม
สาระดี :)Hot! cry

#37 By hackerlife on 2009-01-25 11:34

ได้ความรู้อีกแล้ว ชอบประโยคสุดท้าย

#36 By เจ้าชายน้อย on 2008-12-10 07:51

เจ๋งเเฮะHot! big smile

#35 By raycircle on 2008-09-18 11:56

เีราทุกคนเป็นแค่พาหนะของยีนหรือนี่
24. แก้แล้วคร้าบ เรื่องมนุษย์นิยมนี่ถ้ามองว่าทุกอย่างเป็นตัวกูของกูมากก็อาจจะเหวอๆนิดหน่อยตามท่านว่า แต่ถ้าเรามองในแง่ว่ามนุษย์ต้องสร้างมีมส์ของตัวเองให้เอาชนะยีนได้ มันก็อาจฟังไม่แย่นักมั้งครับ
25. กำ!
26. question เอามาล่อนี่แหละ
27,28 ^_^
29. แก้แล้ว ขอบคุณมากที่ท้วงครับ
30. ^_^
31. ก็หนังสือ selfish gene นี่แหละครับ
32. bug ก็เกี่ยวสิครับ

#33 By Repentant on 2008-09-17 19:15

ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์ที่สุดหุหุ

ชอบคำว่า มีบัค ทุกโปรแกรมทุกอย่างต้องมีบัค ไม่งั้นมันจะไม่สมบูรณ์

แล้วมันเกี่ยวไรกับเนื้อหาเนี้ย sad smile

#32 By • OxyGenYoYo • on 2008-09-17 09:57

Hot! เป็นไอเดียที่น่าสนใจ
แล้วจะไปหาหนังสืออ่านได้ที่ไหนละค่ะเนีย?..

#31 By tinkting on 2008-09-16 12:58

อ้าว เป็นลูกแท้ๆหรอกหรือนี่ หลงเข้าใจผิดมาตั้งนาน

ขออภัยครับ sad smile

#30 By blade on 2008-09-16 12:37

เอ่อ ยีนไม่มี ส์ นะขอรับท่าน ไม่งั้นมันจะกลายเป็น jeans ไปsad smile

#29 By P.S. on 2008-09-16 10:59

นึกถึงพาราไซต์ อีฟ ขึ้นมาตะหงิดๆsad smile

#28 By alpha on 2008-09-16 10:10

ฟังแล้วเหมือนยีนส์เป็นขบวนการเซนไต แล้วตัวเราเป็นหุ่นยนต์ประกอบร่าง sad smile

#27 By -----ROGER----- on 2008-09-16 09:24

จบสวยจังค่ะ

แต่รูปพอลล่า สวยกว่าcry

#26 By PoY on 2008-09-16 08:50

แสดงว่าผมมีเยอะเลย question Hot!

#25 By bellbell on 2008-09-16 02:14

ขึ้นต้นด้วยยีนส์ ผมก็เตรียมลีวายส์ไว้ก่อนแล้วล่ะ
เสียดาย ที่ไม่ได้ใส่ (เพราะคนละเรื่อง -_-')

บางทีผมก็ไม่แน่ใจ ในอำนาจการตัดสินใจบางอย่างของร่างกาย
ว่ามาจากสารเคมีในสมอง, รูปแบบบุคลิคกภาพ
หรือจะมาจากเจ้า mitochondrion กันแน่ ^-^'

ถ้ามองในแนวคิด ของคุณ Richard Dawkins นี้
เหมือนมันจะหักล้างกับแนวคิดเชิญงปรัชญาของกลุ่มมนุษย์นิยม
ก็ต้องเป็นธรรมดา ที่แนวคิดจะต้องถูกกีดกัน
เพราะเมื่อใดก็ตาม ที่มีการย้ายมนุษย์ ให้ออกไปจากการเป็นศูยน์กลาง
โดยเฉพาะในเรื่องเหล่านี้ ดูเหมือนว่า มันจะขัดแย้งกับความคิด
ที่จะยอมรับได้ว่า ในแต่ละภาวะตัดสินใจของเรานั้น
หาได้มาจากเราไม่ ... บรึ๋ย น่ากลัวพิลึก

บางที .. อาจจะมีอะไรในยีนส์เป็นตัวผลักดันมันอีกทีก็ได้นะ
เอาไว้ รอเครื่อง LHC แยกนิวเคลียส์ต่างๆออกมาได้ก่อนล่ะกัน
ค่อยมาว่ากันใหม่ .. เอิ๊ก ^-^

ปล.เขียนสนุกมากเลยครับ ดีใจที่ได้อ่าน
อ่า ลูกแท้ๆครับ ดูปากสิเหมือนกันเด๊ะเลย wiki ก็ยืนยันได้

Tyler was born Liv Rundgren[1] at Mount Sinai Hospital in New York City, New York.[2] She is the first born daughter of Bebe Buell, a model, singer, and former Playboy Playmate (Miss November 1974), and Steven Tyler, the lead singer of Aerosmith

#23 By Repentant on 2008-09-16 01:35

เอ่อ...นอกเรื่องนิดครับ ถ้าจำไม่ผิด ลิฟ ไทเลอร์จะไม่ใช่ลูกแท้ๆนะครับ เป็นลูกติดของภรรยา แต่ก็รักใคร่กันเหมือนพ่อลูกกันจริงๆ sad smile

#22 By blade on 2008-09-16 01:18

ทีแรกเห็นชื่อ entry ก็นึกถึึงเพลง Selfish Gene ค่ะ sad smile สรุปว่าสิ่งมีชีวิตไหนๆ ต่างก็พยายามรักษกเท่าพันธุ์ตัวเองไว้ เพราะอยู่ใต้อำนาจยีนนี่เอง โอ้วววว ยีนเห็นแก่ตัว Hot!
พรหล้า เอ๊ย! พอลล่า น่ารักจัง



ส่วนเราก็มียีนส์ที่ประสบความสำเร็จสินะ อิอิ

#20 By ฉันคือรั้ว on 2008-09-16 00:16

ช่างมีความรู้มากมายจริงๆ เลยค่ะ ขอคาราวะ

#19 By Minpanda on 2008-09-15 23:51

big smile อ่านแล้วอย่างแรกที่คิดคือ เราจะเป็นพาหะที่ดีที่ยีนส์ของเราจะต้องการให้ถ่ายทอด ต่อไปไหมนะ แล้วแบบ ว่า คนที่สวยหล่อ รวย เก่งอะไรแบบนี้คงเป็นแบบเหมือนกับความแข็งแกร่งทางธรรมชาติสิเนอะที่ทำให้มีคนอยากจะเลือกคนๆ นั้นเป็นคู่ต่อไปเรื่อยๆ และหาคู่สืบพันธุ์ง่ายกว่า คนก็คงไม่ต่างจากสัตว์เหมือนกัน อืมๆ เมื่อมองหลักการนี้ sad smile

#18 By Pongwut Rujirachakorn on 2008-09-15 22:07

1. เอ้อ จริงเนาะพี่เอ็ด big smile
2. ...........
3. ใช่ครับ
4. ^_^
5. เหอๆๆ นั่นสินะ
6. ก็สัญชาตญานเอาตัวรอดที่ยีนส์เขียนไว้ในเครื่องจักรของเราแลครับ แต่หลายทีก็มาจากคนเราเลือกเอาเองด้วยล่ะ
7. เรื่องเกย์ ได้พูดแน่ๆ อิอิ
8. ขอบคุณครับ ^_^
9. ไม่อ่ะครับ อย่างที่บอกว่าสังคมมนุษย์ มีมส์ชนะยีนส์ไปแล้วในหลายเรื่อง แต่เราก็ตกเป็นทาสของมีมส์บางตัวแทน 55
10. ไว้จะเอามาเล่าให้ฟังขอร้าบ
11. ^_^
12. เหมือนม็อบกับพรรคการเมืองกระมัง 555
13. เพิ่งไปฟังมา เพราะจริงๆหละHot!
14. ยินดีที่อ่านต่างหากครับ
15. big smile

#17 By Repentant on 2008-09-15 21:15

โอ้ววเรื่องปวดหัวแบบนี้ผมไม่ถนัดแฮะquestion

#16 By ทอม on 2008-09-15 21:05

อ่าน Entry นี้แล้ว ถูกใจเป็นพิเศษแฮะ
ยิ่งอ่านพวกนี้แล้ว ยิ่งรู้สึกว่า ธรรมชาติมันแสนอัศจรรย์ดีจริงๆHot!

#15 By Lagnadan on 2008-09-15 20:29

ความเห็นแก่ัตัวทำให้เกิดความเสียสละหรือคะเนี่ย ลักลั่นย้อนแย้งจริงๆ
ขอบคุณสำหรับความรู้นะคะ
Hot!

#14 By Asana Fay on 2008-09-15 20:19

"Selfish Gene" นี่เป็นชื่อเพลงสุดเพราะของวง Travis ด้วยนะฮะ เปิดฟังประกอบการอ่านบทความแล้วได้ใจมากเลยล่ะ double wink

#13 By LongLiveTheMagazine on 2008-09-15 20:18

งืม ทฤษฎีนี้ทำเอาผมนึกถึง Gene จาก ไมโตรคอมเดรียsad smile เป็นการเห็นแก่ได้ที่แหวกแนวพิลึก

#12 By on 2008-09-15 19:51

ความรู้ใหม่นะฮะนี่ 'w'


กลไกในตัวมนุษย์นี่..สุดยอด
งั้นยีนส์ที่เขากล่าวหาว่าทำให้คน born to be gay ละคะ
มัน...เป็นยีนส์ประเภทไหน?? embarrassed

#10 By koyubi on 2008-09-15 17:16

sad smile เราพวกคนที่ไม่อยากสืบลูกหลานจะถือว่ายีนส์ผิดปกติมั้ยนี่

#9 By Lily Pixel on 2008-09-15 16:47

โอ้..ลึกลับ น่าอัศจรรย์ใจจริงจริ๊งงconfused smile

#8 By (^_^)/nana on 2008-09-15 16:15

และยีนส์ลีวายส์ล่ะsad smile
แล้วความเห็นแก่ตัวของคนมาจากอะไรอ้ะคะ confused smile

#6 By Bluemoon on 2008-09-15 15:13

แสดงว่านักการเมืองมักจะตกอยู่ในการควบคุมของยีนส์big smile

#5 By ilumin on 2008-09-15 14:40

สรุปว่ายีนส์ไม่ได้ควบคุมทุดอย่างนะสินะ อ่างืมๆ

#4 By yium on 2008-09-15 14:16

กลใกชีวภาพอย่างยีนส์นี่สุดยอดจริงๆcry
..........

#2 By LuNaTIc HeaD on 2008-09-15 13:44

สรุปว่าความดีงามทั้งหลายในโลก เป็นเพราะเราเป็นจักรกลชีวภาพสินะ
แสดงว่าสัตว์ชั้นสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งต้อง "ทำความดี" มากขึ้นเท่านั้น

คิดแบบนี้แล้วสบายใจจังdouble wink

#1 By Eddalion on 2008-09-15 13:39