History

 
วันนี้ 9 กพ (จริงๆก็เมื่อวาน แต่เมืองนอกเขายังไม่วันที่ 10 นี่) เป็นวาระครบครอบวันเสียชีวิตของ Lucilio Vanini ผู้ถูกประหารชีวิตในปี 1619 ด้วยข้อหาที่อาจหาญตั้งสมมติฐานว่ามนุษย์กับลิงน่าจะเป็นญาติกัน ท่านผู้นี้เป็นนักคิดร่วมยุคกาลิเลโอ(แต่ไม่โชคดีเท่า)และเรียกได้ว่าคือหนึ่งในผู้บุกเบิกแนวคิด Englightenment เลยทีเดียว
 

 
วานินี่เกิดในปี 1585 พอถึงวัยบวชเรียนก็เข้าศึกษาปรัชญาและศาสนวิทยาในกรุงโรม ก่อนจะเข้าบวชเป็นบาทหลวงนิกายคาเมไลท์ในนครปาดัว ก็พอดีช่วงนั้นกระแสความคิดยุคใหม่เริ่มสั่นคลอนวิทยาศาสตร์คริสตจักรแบบเดิมๆซึ่งยึดความคิดอริสโตเติลแบบเข้มงวด วานินี่ก็เลยเริ่มเปลี่ยนความคิดมองอะไรในมุมที่ขัดกับศาสนจักรมากขึ้น กระผมขอเสริมนิดนึงว่าอริสโตเติลเป็นชาวกรีกก็จริงแต่ความคิดของท่านก็ตกทอดผ่านอาณาจักรมุสลิมและคริสต์มาเรื่อย สาเหตุที่ศาสนาอับราฮัมมิคค่อนข้างลำเอียงให้อริสโตเติลก็คงเพราะท่านเชื่อว่าทุกอย่างในธรรมชาติมี Prime Mover หรือผู้ปฐมซึ่งเข้ากับปรัชญาศาสนาพอดี ส่วนปราชญ์กรีกสายที่ไม่เชื่อสิ่งเหนือธรรมชาติก็มักจะถูกเขี่ยทิ้ง (กรีกเขามีปรัชญาสาย Atomist หรือพวกที่เชื่อว่าจักรวาลประกอบด้วยมูลธาตุเล็กที่สุดด้วยนา อินเดียเองได้ธรรมเนียมอินโดอารยันมาก็ไม่น้อยหน้า สมัยพุทธกาลสำนักของอาจารย์องคุลีมาลยังอ้างว่าไม่ได้ฆาตกรรมใครเพราะฟันดาบผ่านอะตอมเหมือนกัน!)  
 
นักคิดยุคนั้นชีวิตสุ่มเสี่ยงมาก หลายคนอาจบอกว่ากาลิเลโอโดนหนักแล้วแต่อย่างน้อยท่านก็ไม่เสียชีวิต ซึ่งสาเหตุคงมาจากว่าท่านยังคงเคารพศรัทธาในศาสนามากแม้จะถูกนักบวชหาเรื่อง ในขณะที่คนอย่างจิออร์ดาโน่ บรูโน่ ซึ่งสนับสนุนโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์เหมือนกันถูกเผาทั้งเป็น เพราะท่านวิจารณ์ศาสนาและพระเจ้าโดยตรง
 
บรูโน่ในงาน Cosplay แต่งเป็น Wizard
 
(เรื่องโลกกลมโลกแบน ใครหมุนรอบใครนี่เขารู้กันมาแต่สมัยกรีกแล้วละครับพอถึงยุคมืดจึงค่อยสาบสูญ ส่วนที่โปรแตสแตนท์มักบอกว่าเรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิดของแคทอลิกเท่านั้นต้องไม่ลืมว่าทั้งจอห์น คาลวิน กับ มาร์ติน ลูเธอร์ เจ้าตำราโปรแตสแตนท์ก็สนับสนุนดวงอาทิตย์หมุนรอบโลกเหมือนกัน แถมทั้งคู่เคยเขียนบทความต่อว่าผู้เชื่อตามอย่างกาลิเลโอด้วย ที่สองนิกายทะเลาะกันเป็นประเด็น Indulgences ไม่ใช่ปรัชญาวิทยาศาสตร์อะไรเน้อ)
 
เอาล่ะ นอกเรื่องไปแยะแล้ว กลับมาที่วานินี่กันต่อ หลังจากบาทหลวงคาเมไลท์นอกรีตผู้นี้ถูกเพ่งเล็งแพราะแนวคิด ท่านก็ระหกระเหเร่ร่อนไปฝรั่งเศส สวิส อังกฤษ ก่อนจะกลับมาอิตาลีบ้านเกิดอีกครั้ง หลังพยายามเข้าสอนในเจนัวแต่ก็ถูกขับไล่อีกจึงไปฝรั่งเศสและตีพิมพ์หนังสือ"De Admirandis Naturae Reginae Deaeque Mortalium Arcanis"  หรือ “of the marvelous secrets of the queen and goddess of the mortal ones, nature." ในปี 1616 ซึ่งท่านออกแนวคิดว่ามนุษย์กับลิงอาจเป็นญาติกันก็ได้ ก่อนดาร์วินสองร้อยปีทีเดียว
 
เท่านี้แหละ โป๊ะเชะ วานินี่รอดมือกฏหมายอยู่สองปีก่อนจะถูกจับในปี 1618 และถูกพิพากษาเผาทั้งเป็นในข้อหาเป็นคนไร้ศาสนา (Athiest สมัยก่อนอาจเจอโทษตายนะจ๊ะ Richard Dawkins ระวังดีๆล่ะ) แต่ศาลยังมีเมตตา แทนที่จะย่างสดก็ให้ตัดลิ้นแล้วรัดคอจนตาย(ทรมานน้อยกว่ากันหน่อยยย) จากนั้นค่อยเอาศพไปผูกเสาเผากลางแจ้ง จบชีวิตของนักคิดผู้นี้
 

 
ถ้าไม่มีนักวิทยาศาสตร์ทั้งที่เคร่งศาสนาและไม่มีศาสนาอย่าง วานินี่(ไม่เคร่ง) กาลิเลโอ(เคร่ง) นิวตัน(เคร่งแต่เพี้ยน บ้าเล่นแร่แปรธาตุ) หรือบรูโน่(ไม่เคร่ง) มาเปิดทางให้ยุค Enlightenment ด้วยความคิดว่า เหตุผล การทดลอง นำไปสู่ความจริงไม่ว่าจะขัดศรัทธาเท่าไหร่แล้วละก็ อุ้งมือเหล็กของแนวคิดอริสโตเติลและศาสนจักรก็อาจทำให้นักวิทยาศาสตร์ยุคหลังคนอื่นๆที่คิดแตกต่างต้องสังเวยชีวิอีก และสังคมปัจจุบันของเราอาจต่างไปจากนี้โดยสิ้นเชิง
 
เนื่องในวันครบรอบวันตาย และเป็นปีดาร์วินพอดี ขอไว้อาลัยให้ Lucilio Vanini ด้วยขอรับ
 
สังคมไหนชอบเผานักปรัชญาน่ะ ระวังเน้ออ
 
 
นักชิมของเราสมัยยังหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยว
 
 การเดินทางรอบโลกกับเรือบีเกิลของดาร์วินนั้นไม่ได้ช่วยบ่มเพาะความคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการให้กับเขาอย่างเดียวเท่านั้น แต่การได้ผจญโลกกว้างยังทำให้ชายหนุ่มผู้เกือบมีอาชีพเป็นบาทหลวงชนบทได้ซึมซับสังคมและความเป็นมนุษยชาตินอกเหนือเกาะอังกฤษอีกด้วย ใน"บันทึกเรือบีเกิล"ดาร์วินทั้งวิจารณ์การเมือง วิพากษ์ศาสนา ให้คะแนนสาวพื้นเมืองตามเกาะต่างๆ รวมถึงเขียนอธิบายรสชาติสัตว์แปลกๆที่ได้กินระหว่างทางด้วย
 
เนื่องจากปีนี้เป็น Darwin Year พอดี กระผมเลยขอหยิบเกร็ดสนุกๆมาให้ทุกท่านอ่านบ้าง เผื่อวันนั้นไปอเมริกาใต้จะได้ตามรอยชิมของนักธรรมชาติวิทยาผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้
 
ดาร์วินแต่เดิมก็ชอบทำอะไรแผลงๆอยุ่แล้ว สมัยเรียนศาสนาแบบตกแหล่ไม่ตกแหล่อยู่เคมบริดจ์แกก็ไปเข้าร่วมสมาคม"นักชิม"ซึ่งพบกันทุกอาทิตย์เพื่อทานอาหารแปลกๆที่ภัตตาคารในลอนดอนไม่เสริฟกัน สิ่งพิเรนท์สุดที่ดาร์วอนได้ชิมระหว่างอยู่ในสมาคมคือนกฮูกแก่ๆ ที่ท่านบอกว่า"รสชาติอธิบายไม่ถูกเลย!!"
 
 
แกไม่น่ากินเสียแล้วล่ะเฮดวิกเอ๋ย
 
ระหว่างเดินทางกับเรือบีเกิล เมนูเปิบพิสดารของดาร์วินก็เริ่มอย่างเป็นทางการ
 
ตัวนิ่ม : "เนื้อในกระดองรสชาติหน้าตาคล้ายเป็ดเลย"
 
 
 
นกรีอา(ญาติห่างๆนกกระจอกเทศ) : "เนื้อสีแดงของมันรสชาติเหมือนวัว" เรื่องตลกเกี่ยวกับนกรีอาคือดาร์วินตามหาตัวอย่างอยู่นานแต่ไม่ยักเจอ กระทั่งเย็นวันหนึ่งผู้ร่วมคณะเดินทางยิงได้และเอามาประกอบอาหาร ท่านก็ชิมไปบ่นไปว่าเหมือนเนื้อวัวได้สักพักนั่นแหละถึงเอะใจว่านี่คือนกที่ตูตามหาอยู่นี่หว่า! สุดท้ายดาร์วินเลยเก็บได้แต่โครงกระดูกกับขน เพราะเนื้อถูกหม่ำไปเรียบร้อยแล้ว เพื่อเป็นการปลอบใจเขาเลยตั้งชื่อนกชนิดนี้ว่า Rhea Darwinii ให้เกียรติแก่ผู้หม่ำ
 
 
หนู Agouti : "อร๊อย อร่อย ไม่เคยกินเนื้ออร่อยเท่านี้มาก่อนในชีวิต!"
 
 
 
เสือพูม่า : "ตอนแรกนึกว่าเป็นเนื้อลูกวัวนะเนี่ย"
 
 
อิกัวน่ากาลาปากอส : อันนี้ดาร์วินไม่ได้อธิบายว่ารสเป็นยังไง แต่คิดว่าคงคล้ายๆตัวเหี้ยละมั้งครับ(แล้วเหี้ยรสเหมือนอะไรล่ะนั่น?!?)
 
 
 เต่ายักษ์กาลาปากอส : ท่าทางจะอร่อยมาก เพราะดาร์วินกับลูกเรือเก็บกลับมาด้วยถึง 48 ตัว ระหว่างทางก็เจี๊ยะไปเสียเกือบหมด กระดองถูกทิ้งลงทะเลซะงั้น! ดาร์วินซุ่มซ่ามเรื่องเก็บตัวอย่างหลายที อย่างนกการ์ลาปากอสก็ไม่ได้บันทึกไว้ว่าจับได้จากเกาะไหนบ้าง เก็บตัวอย่างแมลงเต็มสองมือแล้วตัวที่สามก็จับมาอมไว้ในปากเลยเจอพ่นพิษใส่ซะงั้น
 
ใช่ว่าดาร์วินจะสนุกกับอาหารพิสดารพวกนี้อย่างเดียวนะครับ สัตว์อย่างตัวนิ่มยังทำให้ดาร์วินเอะใจ(ไม่ทราบว่าก่อนหรือหลังชิม) ว่ามัหน้าตาละม้ายคล้ายฟอสซิลบางชนิดที่ตนค้นพบในบริเวณนั้น แต่เนื่องจากขนาดและรูปร่างของสัตว์ที่มีชีวิตกับสูญพันธุ์ต่างกันมาก ท่านจึงเริ่มได้ไอเดียว่ามันต้องมีพลังอะไรบางอย่างที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของสิ่งมีชีวิตได้แน่ๆ และนั่นคือการคัดเลือกตามธรรมชาติ วิวัฒนาการนั่นเอง
 
 
Glyptodon นิ่มสมัย 2.5 ล้านปีที่แล้วตัวใหญ่เท่ารถ ปู่ชาร์ลสกินไม่ไหวแน่ๆ (ภาพนี้ถ่ายที่ New york Museum of Natiral History จะว่าไปยังไม่เอารูปมาลงบล็อกเลยเนาะ)
 
ทำไมผมหม่ำอะไรไม่เห็นจะปิ๊งๆอย่างนี้บ้างเลยนะ สงสัยต้องกินสัตว์อะไรแปลกๆด้วยหรือเปล่าไม่รู้ อิอิ