History

 
ถ้าถามคนปัจจุบันนี้ว่าคริสต์มาสเป็นวันระลึกถึงเหตุการณ์อะไร ต่อให้คนไม่ศึกษาประวัติศาสตร์และศาสนามากก็ตอบได้ว่าระลึกวันประสูติพระเยซู ศาสดาของคริสตศาสนานั่นเอง แต่จริงๆแล้วคริสต์มาสมีประวัติศาสตร์ที่ลึกกว่านั้นซ่อนอยู่ และไม่ได้มีความสำคัญสำหรับชาวคริสต์เพียงอย่างเดียวเท่านั้นนะขอรับ
 
ถ้าเราย้อนเวลาไปสมัยก่อนคริสตกาลละก็ วันที่25 ธันวาจะมีสีสันกว่านี้มาก ชาวโรมันเขาจะฉลองเทศกาล Dies Natalis Solis Invicti หรือวันเกิดของเทพสุริยะ,ชาวเปอร์เซียก่อนหน้านั้นก็รื่นเริงกับวันเกิดมหาเทพมิธราส, ชาวอียิปต์ระลึกวันเกิดเทพโฮรัส, ชาวกรีกกระดกไวน์อึกใหญ่ให้เกียรติเทพ Dinonysus, ส่วนชาวนอร์สคงเมาเละเทะกับวัน Winter Solstice
 
Sol invictus เทพสุริยะของโรมัน สังเกตว่าพอโรมันรับคริสต์ศาสนาแล้วพระเยซูก็ถูกวาดตามสไตล์นี้
 
Dionysus เทพแห่งไวน์ของกรีก แน่นอนว่าการดื่มไวน์ก็เป็นวิธีบูชาอีกทางหนึ่งด้วย
 
Mithra หรือมิธราส ชื่อท่านมีต้นคำจากภาษาอินโดอารยันว่า "มิตร" นั่นเอง เคยเป็นเทพรองจากพระวรุณก่อนจะถูกผู้อพยพชาวอินโด-อารยันพัฒนาเป็นมหาเทพของศาสนาโซโรแอสเตอร์
 
มนุษย์เฉลิมฉลองให้กับทวยเทพมากมายในวันที่ 25 ธันวาก่อนคริสตศาสนาจะถือกำเนิดเสียอีก อะไรจะตรงกันได้ขนาดนี้? คำตอบก็่สว่างจ้าอยู่เหนือหัวเรานี่เองขอรับ
 
ประมาณช่วงวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี พระอาทิตย์จะตกดินเร็วสุดในรอบปี ในวันนี้กลางคืนอันยาวนานและหนาวเหน็บจะมีชัยเหนือแสงสว่าง หลังจากนั้นกลางวันจึงเริ่มกลับมายาวขึ้นอีกครั้ง คนโบราณซึ่งการมีชีวิตรอดขึ้นอยู่กับแสงตะวันจึงเชื่อกันว่านี่เป็นการเกิดใหม่ของเทพสุริยะ ซึ่งหลังจากต่อสู้กลับความมืด(กลางคืน)มาทั้งปีจนอ่อนแรงลงช่วงฤดูใบไม้ร่วง พระองค์ก็พ่ายแพ้ในวันที่ 25 (กลางคืนยาวนาน) และเกิดใหม่ในวันเดียวกัน (กลางวันกลับมาเริ่มยาวอีกครั้ง) เป็นวัฏจักรไปเรื่อยๆ
 
 
วงโคจรไม่สม่ำเสมอของโลกกับดวงอาทิตย์ สาเหตุของ Solsticeและฤดูกาล
 
เทศกาลเหล่านี้ถูกกลืนมาเป็นคริสต์มาสก็ตั้งศตวรรษที่ 4  โดยชาวคริสต์ก็เริ่มพูดถึงวันที่ 25 ว่าเป็นวันประสูติพระเยซูก็คือ ฮิปโปลิตัส นักบุญในศตวรรษที่ 2 โน่นแน่ะ
 
อ้าว...แล้วก่อนหน้านั้นชาวคริสต์เขาฉลองวันคริสต์มาสกันเมื่อไหร่ล่ะ? เท่าที่เราทราบคือวันที่ 6 มกราคมซึ่งผู้คนในศตวรรษแรกๆแห่งคริสตศาสนาเชื่อว่าเป็นวันที่พระเยซูรับศีลจุ่มจาก John the Baptist แต่ความหมายของวันจะแตกต่างกับคริสต์มาสทุกวันนี้อยู่พอควร นั่นคือนี่ไม่ใช่วันเกิดจากท้องพระนางมารีอา แต่เป็นการ"รับตำแหน่ง"บุตรของพระเจ้าเมื่อรับศีลจุ่มแล้ว ซึ่งนี่เป็นความเชื่อคริสต์สาย Gnostic (Gnostic เชื่อเรื่องกลับชาติมาเกิดด้วย แต่โดนครูเสดเหี้ยนเกือบหมด แหะๆ) ซึ่งคล้ายกับแนวคิดพุทธที่มองว่าพระพุทธเจ้าทรง"กำเนิด"เมื่อองค์ชายสิทธัตถะตรัสรู้ให้ต้นโพธิ์นั่นเอง
 
แต่ไปๆมาๆ 6 มกราคม ก็ไปเจ๊อะกับวันเกิดเทพ Aion เจ้าแห่งอนันตเวลาของชาวคาบสมุทรอนาโตเลียแถวนั้นอีก แถมปัญหาเดิมคือหากใช้วันนี้ก็เท่ากับว่าต้องยอมรับแนวคิด Gnostic ไปด้วยยังเป็นชนักติดหลัง ผู้มีอำนาจทางศาสนาสมัยโบราณเลยจับโยนไปที่ 25 ธันวาคมแทน เพราะจะได้ทับวันฉลอง Dies Natalis Solis Invicti อยู่เดิม ชาวบ้านจะได้ไม่รู้สึกว่าต้องเปลี่ยนธรรมเนียมประเพณีเพื่อรับศาสนาประจำรัฐใหม่ แถมจะได้เรียกว่าเป็น"วันเกิด"จริงๆ ไม่ใช่"เกิด"ทางสัญลักษณ์อย่างชาว Gnostic เขา
 
ปัญหาสำหรับนักศึกษาไบเบิลปัจจุบันคือเมื่อมองว่า 25 ธันวาและ 6 มกรามีเทพและวัฒนธรรมดั้งเดิมถือลิขสิทธิ์เป็นวันสำคัญอยู่ก่อนแล้วซึ่งภายหลังคริสต์ค่อยรับธรรมเนียมมา ก็เท่ากับว่าเราไม่มีทางรู้เลยว่าพระเยซูประสูติวันไหนแน่ กระทั่งองค์ประกอบอื่นในฉากเหตุการณ์ประสูติก็มีอยู่ก่อนแล้วเช่นกัน เทพโฮรัสมีดาวเป็นนิมิตหมายการเกิด, เทพสามพระองค์ลงมาเป็นพยาน, ถูกศัตรูสั่งฆ่าแต่รอดอย่างหวุดหวิด,โตจึ้นมาก็รับศีลจุ่มในแม่น้ำ,ถูกยั่วยวนด้วยกิลเสในทะเลทราย,รักษาคนป่วย คนตาบอด ไล่ปิศาจ เดินบนน้ำ ปลุกชีวิตคนตาย,มีผู้ติดตาม 12 คน,ถูกฆ่าและคืนชีพจากความตาย 
 
เทพโฮรัสเกิดวันที่ 25 ธันวา แถมคนอียิปต์ยังเล่าเรื่องนี้ตั้งเป็นพันๆปีก่อนคริสตกาล นักศึกษาไบเบิลหลายท่านเลยมองว่าตำนานบางส่วนของพระเยซูก็รีเมคมาจากโฮรัส โมเสส และเทพอื่นๆในแถบนั้นอีกที 
 
 อย่างน้อยเลือกมาสักวันก็มีโอกาส 1 ใน 365 ล่ะ...ที่นี้คำถามต่อไปคือพระเยซูประสูติที่ไหน?
 
ตามหนัง Nativity Story ที่ผมดูเขาบอกว่า Bethlehem พระคัมภีร์บทของลุค(ลูกา)บอกว่าโจเซฟกับพระนางมารีอาเดินทางไปBethlehem เพราะถูกทางการโรมันเรียกไปจดสำมะโนครัวเพื่อการจัดเก็บภาษี ท่านโจเซฟจึงต้องเดินทางไป Bethlehem เนื่องจากกษัตริย์เดวิดซึ่งเป็นบรรพบุรุษเคยเกิดที่นั่น  แต่ปัญหาคือภาษีที่ไหนต้องให้เจ้าตัวเดินทางไปจดที่บ้านเกิดบรรพบุรุษเมื่อหลายร้อยปีก่อนด้วยละครับ? ถ้าคุณตาทวดมาจากเมืองจีนผมจะต้องกลับจีนไปทำสำมะโนครัวหรือเปล่า?
 
ที่แปลกกว่านั้นคือเอกสารโรมันที่แสนจะรอบคอบกลับไม่มีบันทึกถึงการเรียกทำสำมะโนครัวที่ว่าเลย ที่ใกล้เคียงสุดคือสำมะโนครัวของผู้สำเร็จราชการ Quirinius แห่งซีเรียแต่นั่นก็เป็น 10 ปีหลังจากที่ลุคว่า แถมมันไม่ได้ครอบคลุมถึงแกลิลีซึ่งโจเซฟอาศัยอยู่ด้วยซ้ำ! การไล่สายตระกูลของโจเซฟไปจนถึงกษัตริย์เดวิดก็ง่อนๆแง่นๆ นอกจากในคัมภีร์แล้วก็ไม่มีหลักฐานใดๆมาช่วยยืนยัน
 
กระทั่งเรื่องกษัตริย์เฮรอดสั่งฆ่าเด็กทารกใน Bethlehem คืนคริสต์มาส ก็ไม่มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ช่วงนั้นนอกจากที่เขียนในพระคัมภีร์ ทั้งที่นักประวัติศาสตร์ยุคนั้นเขียนความเลวร้ายของกษัตริย์เฮรอดไว้ยาวเป็นกิโล ฆ่าลูก ฆ่าเมียเพราะไม่ไว้ใจยังถูกเก็บไว้อย่างละเอียด 
 
บันทึกโรมันเองก็ไม่ได้กล่าวถึง massacre of the innocents เช่นกัน แต่กำเนิดโมเสสและโฮรัสมีเหตุการณ์ทำนองนี้
 
อย่าว่าแต่ Bethlehem เลย Nazareth ที่ว่าเป็นเมืองสมัยเด็กของพระเยซูยังไม่ถูกอ้างถึงในบันทึกนอกไบเบิลจนกระทั่งศตวรรษที่สามโน่นแน่ะ ทำให้เขาสงสัยว่าจริงๆ Nazorean อาจมีความหมายอื่น อาจเป็นชื่อนิกายหยึ่งของศาสนายูดายก็ได้
 
ในเมื่อโจเซฟไม่มีเหตุผลจะต้องไปเบธเลเฮม กศัตริย์เฮรอดไม่ได้สั่งฆ่าเด็กทารก และวันที่ 25 ธันวาคมเป็นวันเกิดของเทพอีกมากมายหลายองค์ก่อนหน้า เกิดอะไรขึ้นในวันคริสต์มาสเมื่อ 2000 ปีก่อนกันแน่?
 
ผมไม่รู้แฮะ แต่พอเดาได้ว่าก็เหมือนทุกๆคืนบนโลกมนุษย์ที่ระคนไปด้วยความสวยงามและน่ารังเกียจ มีเด็กทารกเกิดในปาเลสไตน์มากมายในคืนนั้น โตขึ้นมาอายุเฉลี่ยก็ไม่ถึง 30 ชีวิตสั้นๆคงจบลงด้วยโรคร้าย สิ้นลมตามอายุขัย ฆ่ากันตาย หรือโดนโรมันจับทรมานและตรึงกางเขนซึ่งเป็นธรรมเนียมประหารตามปกติไม่ได้พิเศษให้เฉพาะใคร กระทั่งสปาร์ตาคัสกับพวกนับพันยังโดนตรึงกางเขนไว้หลายวันจนตาย
 
 แต่ทุกชีวิตเกิดมาส่วนใหญ่ไม่ว่าจะยุคสมัยหรือสถานะใดก็ด้วยความรักของพ่อแม่ เติบโตผ่านความถนุถนอม และถูกเติมเต็มด้วยความหวังถึงโลกสงบสุขที่มนุษย์อยู่ร่วมกันฉันท์พี่น้อง เหล่าทารกที่เกิดในคืนวันนั้นก็เช่นกัน พวกเขาไม่มีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้ แต่ก็ยังทิ้งเสียงแห่งหวังผ่านเรื่องเล่าตำนานให้ก้องมาถึงปัจจุบัน นั่นแหละที่ผมคิดว่าคือความหมายพิเศษของคริสต์มาส เป็นปาฏิหาริย์ที่ยังเกิดขึ้นอยู่ทุกวันรอบตัวเรา
 
ฉะนั้นไม่ว่าความหวังนั้นจะถูกวัฒนธรรมและทางเลือกหัวใจส่งต่อมาในรูปของสัญลักษณ์ใด อย่าลืมทำให้มันเป็นจริงก็พอเนาะ ยิ้มใส่กันเยอะๆ Be Good for Goodness's sake ไม่ต้องไปติดยึดอะไรหรอก
 
ถ้าพระเยซูมีจริงก็เป็นแขกตะวันออกกลาง หน้าผู้ร้าย 24 อย่างนี้แหละ ชาวยิวในศตวรรษที่ 2ยังเชื่อว่ามีพระเยซูอีกคนที่ถูกตรึงกางเขนภายใต้กษัตริย์ Alexander Jannaeus ด้วย
 
ขอให้มีความสุขทุกท่านและได้ในสิ่งที่ปรารถนา
 
Happy Holidays!
 
SRC
 
Incredible Shrinking Son of Man: How Reliable Is the Gospel Tradition? 
by Robert M. Price
 Wikipedia 
 
เลือกตั้งสหรัฐผ่านไปแค่สองอาทิตย์ ขอเก็บตกสักหน่อยเถอะ!
 
ประเทศอังกฤษอาจได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบประชาธิปไตย(ถึงแมกนาคาร์ต้าจะคุ้มครองแค่ขุนนาง ชาวบ้านไม่เกี่ยวก็เถอะนะ) แต่ชาติที่ขึ้นชื่อว่าเป็นต้นตำรับกระบวนการเลือกตั้งที่เรียกเสียงโห่ฮาน่าติดตามเหมือนละครน้ำเน่าคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากสหรัฐอเมริกานั่นเอง!!
 
ถ้าคิดว่าป้ายสีใส่ไข่ กุเรื่องฉาว พูดกวนบาทาอย่างการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพครั้งล่ามันยอดจะแย่แล้วละก็ เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐสมัยสาธารณรัฐเริ่มก่อตั้งน่ะแย่ยิ่งกว่านี้หลายเท่าเชียวขอรับ เรียกได้ว่าสมัยนี้อ่อนด้อยไปเลยล่ะ
 
เขามีค่ายกลการเมืองอะไรตกทอดไปสู่คนทั่วโลกบ้าง ตามมาดูด้วยกันเลยครับ
 
กลยุทธ์ที่หนึ่ง "คำนี้ต้องขยายยยย" Thomas Jefferson VS John Adams
 
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเลือกตั้งปี 1800 หลังเพิ่งประกาศอิสรภาพปี 1776 ได้หมาดๆซิงๆ  คู่ปรับของเราเป็นบิดาผู้สร้างชาติทั้งสองราย Adams กำลังรักษาตำแหน่งประธานาธิบดีจากสมัยที่แล้ว ส่วน Jefferson ซึ่งเป็นรองประธานาธิบดีก็เห็นว่าได้เวลาของฉันเสียที
 
 
ซ้าย Jefferson, ขวา Adams
 
อาจเพราะ Adams เห็นว่าเลือกตั้งครั้งที่แล้วถกนโยบายกันไปแล้วเลยกลัวประชาชนเบื่อ คราวนี้ข้าพเจ้าขอลองยุทธวิธีใหม่บ้างละกัน
 
นั่นคือปั้นเรื่องเกี่ยวกับฝ่ายโน้นแล้วแจกจ่ายให้เรียบร้อยโรงเรียนมะกัน เมื่อปิ๊งไอเดียได้ดังนี้ทีมของประธานาธิบดี Adams ก็ออกบัตรสนเท่ห์โจมตีคู่แข่งว่า
 
"ถ้าคนนอกศาสนาอย่าง Jefferson ได้เป็นประธานาธิบดีละก็ คริสตศาสนาจะต้องถึงจุดจบ! โบสถ์ในประเทศจะถูกทำลาย! และสถานที่บูชาอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจะกลายเป็นที่พำนักของเหล่าโสเภณี!!"
 
 
"วันอาทิตย์ ได้เวลาสารภาพบาปอีกแล้วสินะ"
 
ถึงจะจริงว่า Jefferson เคยเอากรรไกรไปนั่งตัดพระคัมภีร์บทที่ฟังไม่ขึ้นออกจนเหลือเล่มบางเฉียบมาแล้ว (เรียกว่าJefferson's Bible นะครับ) แต่ Adams เองก็ใช่ย่อยสักเท่าไหร่ เพราะเมื่อท่านย่างเข้าปัจจิมวัยยังเขียนจดหมายถึง Jefferson ว่า
 
 "ข้าพเจ้าตัวสั่นเมื่อคิดถึงอุปกรณ์สร้างความทุกข์ยากที่มนุษย์ยังเก็บรักษาไว้อย่างไม้กางเขน ลองคิดสิว่าสิ่งนี้ได้สร้างความเลวร้ายอะไรบ้าง!"
 
แต่เอาเถอะการเมืองก็เหมือนละคร หน้าฉากบอกรักหลังฉากเกลียดเข้าไส้มีมากถม (ฮ่า! โรคนี้สยามประเทศก็ติดมา) Adams คงถือว่าตัวเองแค่ขยายความไม่ศรัทธาในศาสนาคริสต์ของ Jefferson ให้กว้างขึ้นอีกนิดนึงเท่านั้นเอง แต่ท่าจะแรงไม่สาแก่ใจ พรรค Federalists ของ Adams เลยทับถมข้อกล่าวหาลงหนังสือพิมพ์อีกว่าอเมริกาใต้รัฐบาลของ Jefferson จะมีการเสี้ยมสอนหลักสูตร
 
"ฆาตกรรม,ปล้นชิง,ข่มขืน,มีชู้,สมสู่กันเองในครอบครัว"
 
ไอ้นี่มันหนังสือเรียนนี่หว่า(ล้อเล่นน้า ผมก็เล่น GTA ชอบมากด้วย)
 
กล่าวหากันโคตรเวอร์ขนาดนี้ Jefferson จะไม่เล่นด้วยก็ได้ แต่สงสัยไม่อยากให้ Adams บ้าน้ำลายฟูมปากอยู่คนเดียว ท่านเลยไปจ้างนักประชาสัมพันธ์ James Callendar มาให้โจมตีประธานาธิบดี Adams บ้าง Callendar ไปนั่งทางในสักพักแล้วกุเรื่องว่า "Adams บ้าสงครามและอยากโจมตีฝรั่งเศสเต็มแก่!"
 
ขออภัย...หาภาพ Callendar ไม่ได้ แต่น่าจะประมาณนี้
 
 อาจเพราะข้อกล่าวหา Jefferson ยังไม่หลุดโลกมาก แถมตอนนั้นฝรั่งเศสก็เป็นมหามิตรของอเมริกาน้อยๆเพราะช่วยรบในสงครามประกาศอิสรภาพ Adams เลยแพ้การเลือกตั้ง ส่วน Callendar ก็นอนตารางตามระเบียบสร้างความเสื่อมเสียให้ผู้ชนะอย่าง Jefferson ไม่น้อย
 
แต่วัฒนธรรม"คำนี้ต้องขยายยยย"ก็ได้เกิดขึ้นแล้วในสารบบการเมืองอเมริกัน และเผยแพร่ไปสู่ชาติอื่นในที่สุด
 
 กลยุทธ์ที่สอง "อย่าทำร้ายลูกผม เมียผม ฮืออออออๆ" John Quincy Adams VS Andrew Jackson
 
พอเลือกตั้งปี 1828 เวียนมาบรรจบ John Quincy Adams บุตรชายของ John Adams จากข้างบนก็ต้องรักษาเก้าอี้ทั่นประธานาธิบดีจาก Andrew Jackson ผู้ท้าชิงบ้าง
 
ซ้าย Jackson, ขวา John Quincy Adams
 
Quincy ได้เทคนิกเด็ดๆจากป่ะป๊ามาเยอะใช่เล่น ส่วนคู่แข่งก็เป็นนายพลพันธุ์โหดแถมยังติงต๊องนิดๆ
 
"ผมจะขับรถถังทะลวงบ่อน!"
 
Andrew Jackson น่ะยิ่งกว่าเสธแดงของเราอีกนะครับ ตลอดชีวิตท่านท้าดวลปืนกับคู่อริมากหน้าถึง 13 ราย ทำเอาถึงตายไป 1 ศพ เอาไม้เท้าฟาดบุคคลที่จะลอบสังหารจยปางตายก็ทำมาแล้ว
 
 John Quincy Adams งานเข้าล่ะทีนี้ เล่นว่าหมอนี่วิปริตจิตบิดเบี้ยวเลยละกัน! ทั่นประธานาธิบดีไม่รอช้า พิมพ์บัตรสนเท่ห์ Coffin Handbill แจกจ่ายประชาชีทันที
 
 
ชื่อก็บอกแล้วว่าบัตรสนเท่ห์Coffin (โลงศพ) ในใบปลิวเขียนไส่ไข่ใบโตว่า Jackson เคยคลุ้มคลั่งฆ่าทหารใต้สังกัดในเมือง New Orleansไปหกคนเพื่อสนองความซาดิสต์ตัวเอง!
 
Close up ใบปลิว มีภาพ Jackson กำลังจ้วงเหยื่อด้วย
 
ในความจริงแล้วทหารทั้ง 6 น่ะถูก Jackson สั่งประหารเพราะหนีทัพ วางเพลิง แล้วก็ปล้นชิงชาวบ้าน ซึ่งตัวแทนของ Jackson ก็ต้องออกมาแก้ข่าวเป็นการใหญ่ สร้างอาชีพ"โฆษกรับหน้า"ขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองทีเดียวเชียว
 
 ทีมของ John Quincy Adams ยังปล่อยข่าวลงหนังสือพิมพ์อีกว่า Andrew Jackson นั้น"มีมารดาเป็นโสเภณีชั้นต่ำที่ทหารอังกฤษพามาจากเมืองแม่ ส่วนพ่อเป็นลูกครึ่งคนดำไร้หัวนอนปลายเท้า!" ส่วนภรรยาของ Jackson นั้นโดนกล่าวหาว่าจดทะเบียนสมรสกับคนอื่นอยู่ก่อนเท่ากับว่าครอบครัวผู้ท้าชิงตำแหน่งเป็นพวกคบชู้ ซึ่งข่าวลือเรื่องนี้ทำเอาสาวตระกูลผู้ดีอย่าง Rachel Jackson เครียดถึงขนาดป่วยตายเลยทีเดียว = ='
 
"Jackson เมื่อคืนคุณเสพเมถุนกับใครมา?"
 
 สุดท้ายเมื่อไม่รู้จะขุดขี้จากไหนมาโยนอีก ทีมทั่นประธานาธิบดีเลยแจกใบปลิวว่า
 
"ถ้า Jackson ได้เป็นประธานาธิบดี พวกท่านทุกคนจะถูกจับแขวนคอ!!!"
 

"Death we need??" อุแหม่ สยามประเทศยังแค่ "เลือกผมถึงจะดูแล"เท่านั้นเอง
 
John Quincy Adams ไม่ได้เรียนจากพระบิดาเลยว่าอย่าเวอร์เกินไป นักการเมืองหน้าไหนมันจะมีนโยบายหนึ่งตำบลหนึ่งตะแลงแกงบ้างฟระ ผลคือ Andrew Jackson ได้รับชัยชนะแต่นั่นก็ไม่ทำให้ท่านห่ามน้อยสักเท่าไหร่เพราะตอนลงจากตำแหน่งประธานาธิบดี Jackson ยังเขียนว่า"ข้าพเจ้าเสียดายที่ไม่ได้แขวนคอรองประธานาธิบดี!!"
 
เอ้อ...ตะแกอาจจะบ้าจริงๆ
 
 กลยุทธ์ที่สาม "นุ่งผ้าขาวม้า คนของประชาชน" William Henry Harrison VS Martin Van Buren
 
มุกเว้าภาษาถิ่น นุ่งผ้าขาวม้าอาบน้ำ ห้อยพวงมาลัย  ร้องคาราโอเกะกับแม่ยก ขณะเดียวกันก็บอกว่าคู่แข่งน่ะ เป็น"คนเมือง","นักวิชาเกิน" นั้นเป็นธรรมเนียมนักการเมืองบ้านเรามาช้านาน แต่จริงๆแล้วมันมีต้นกำเนิดที่อเมริกาอีกตามเคย
 
 ปี 1840 Martin Van Buren ประธานาธิบดีคนที่ 8 ของสหรัฐก็ต้องเจอผู้ท้าชิง William Henry Harrison จากพรรควิก ซึ่งตา Harrison ก็ใช้ธีมหาเสียงหลักคือสร้างภาพว่าตัวเองเป็นรากหญ้านั่นเอง
 
เริ่มจากโหมประชาสัมพันธ์ว่าตัวนั้นอยู่ในกระท่อมไม้และดื่มเหล้ากลั่นเองยังก๊ะสิบล้อ ถึงขั้นพิมพ์โปสเตอร์แจกด้วยนะครับ
 
"ไงล่ะ คนของประชาชนมะ?"
 
"นี่กระท่อมไม้ของคนแกร่งอย่างผม"
 
"ส่วนนี่ไอ้คู่แข่ง ใส่สูทจิบแชมเปญ"
 
น่าเสียดายที่สมัยนั้นไม่มีทีมข่าวเนชั่นตามไปสัมภาษณ์ถึงที่ เลยไม่มีใครรู้ว่าจริงๆแล้ว William Henry Harrison น่ะมีที่ดินหลายเอเคอร์ ร่ำรวยมหาศาล แถมอยู่คฤหาสน์ใหญ่โตขนาดบ้านจันทร์ส่องหล้ายังอาย ตัว Harrison เองไม่รู้เรื่องนโยบายอะไรเลยสักนิด ถึงขนาดทีมหาเสียงยังตั้งกฏไว้ว่า "อย่าให้คณะกรรมการ หรือการสัมภาษณ์ใดๆได้คำตอบว่า Harrison กำลังคิดอะไรหรือมีนโยบายอะไรกับประเทศบ้าง"
 
"ดิฉันไม่ใช่คนแรกที่ลงสมัครแบบเอ๋อๆเหรอเนี่ย?"
 
การสาดโคลนที่กระตุกต่อมประชาชนอย่างได้ผลสุดของ Harrison คือเปิดโปงว่า Van Buren น่ะติดตั้งอ่างอาบน้ำไว้ในทำเนียบขาว อ่างอาบน้ำ! คิดดูสิว่าคู่แข่งผมเป็นชนชั้นสูงขนาดไหน!!  อย่าทำเป็นเล่นไป สมัยที่คนอาบน้ำเดือนละครั้งนั้นอ่างอาบน้ำเป็นเรื่องไฮโซมากเลยละครับ
 
ทั่นประธานาธิบดีเลยพ่ายแพ้ต่อ Harrison รากหญ้าจอมปลอมไปโดยปริยาย แต่ก็เหมือนกรรมสนองเพราะพ่อหัวหมอเข้าทำเนียบขาวไปไม่ถึงเดือนก็ป่วยตายด้วยโรคปอดบวมเสียแล้ว
 
แหม่ ไม่แกร่งจริงนี่นา แล้วทำไปด๊ายยยย
 
 ที่มาของเลือกตั้งแบบเหม็นโฉ่ๆก็ด้วยประการฉะนี้ละขอรับท่านผู้อ่านที่เคารพ
 
 อเมริกานอกจากจะส่งออกประชาธิปไตยแล้วยังเป็นต้นกำเนิดมุกหาเสียงแบบหลุดๆอีกด้วย คราวหน้าคราวหลังเห็นเขาด่ากันในข่าวหน้าการเมืองอย่าแปลกใจเลยขอรับ มันก็มีมส์เดิมๆแต่กลายพันธุ์ให้เข้ากับโลกยุคดิจิตอลเท่านั้นแหละ สิ่งเหล่านี้ผ่านมาและย้อนกลับมาใหม่ในสังสารวัฎแห่งพฤติกรรมมนุษย์ จะเปลี่ยนเพียงตัวละครที่แสดงบนเวทีเท่านั้นเอง