Science

 
  
สิ่งหนึ่งที่ผู้ใช้อย่างเราๆท่านๆชอบลืมนึกเวลาบูชาท่านเทพ Google ด้วยการเสิร์ชก็คือความจริงว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นฟรีๆ ทุกอย่างมีการทำงานเบื้องหลังเสมอก่อนผลการค้นหาอันเที่ยงตรงจะส่งมาถึงหน้าจอ และการทำงานเหล่านั้นก็มีราคาที่ใครๆชอบมองข้าม นั่นคือ Carbon Cost หรือคาร์บอนที่เกิดจากการทำงานของระบบต่างๆนั่นเอง
 
นั่งเกาพุงอยู่บ้านแล้วกด Search ก็ยังสร้างรอยเท้าทางคาร์บอนนะไม่ได้พูดเล่น เพราะนอกจากคอมพิวเตอร์เราจะกินไฟแล้ว ฟาร์มเซิฟเวอร์และศูนย์ข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ Google ตั้งไว้ทั่วโลกเพื่อบริการข้แมูลอย่างรวดเร็วยังเป็นแหล่งกินไฟตัวยงอีกด้วย
 
ผลการศึกษาโดยนักฟิสิกส์สหรัฐได้ประมาณการคร่าวๆว่า การSearchแบบเป็นจริงเป็นจังปกติก็จะสร้าง Carbon ประมาณ 7 กรัมหรือเท่ากับเวลาเราต้มกาน้ำให้เดือด ส่วนถ้า Search รูปเล่นๆมาเชยชมก็สร้างคาร์บอนประมาณ 0.2 กรัม ซึ่งค่อนข้างกระจิดริดมากทีเดียว แต่กระนั้นถ้าคิดทั้งโลกก็ไม่ใช่เล่น ยิ่งพอรวม Search Engine เจ้าอื่นๆเข้าไปก็ทำให้วงการ IT ทั้งหมดสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 2% ของปริมาณทั้งโลก!!
 
ไม่ใช่น้อยๆเลย แต่ Google เขาแย้งว่าได้ลงทุนกับพลังงานสะอาด อย่างเช่นรันศูนย์ Data center ด้วยพลังงานลมหรือแสงอาทิตย์ แต่เหล่านี้ก็เป็นส่วนน้อยอยู่ดี เสิร์ชบางตัวก็โฆษณาตัวเองว่าช่วยลดพลังงานอย่าง Blackle ที่ Background สีดำ(ซึ่งเขาลองแล้วสรุปว่าประหยัดเฉพาะกับจอCRTโบราณเท่านั้น) หรือ Echoco.com.au ที่จะปลูกต้นไม้หนึ่งต้นทุกๆ 1000 search กระทั่ง Youtube ของอากู๋เองเดี๋ยวนี้ยังมีปิดไฟให้ส่วนพื้นหลังเป็นสีดำเวลาดูคลิปเลย
 
  
หน้าเว็บ Echoco.com.au
 
 อ่านไปอ่านมาอาจเหมือนว่าทำอะไรก็เป็นภัยธรรมชาติหมด แต่มนุษย์ก็เป็นตัวสร้างเอ็นโทรปี้เข้าสู่ระบบอยู่แล้วละน้อ ควรมองแง่ดีว่าเราไม่ต้องเสียพลังงานในการวิ่งออกไปซื้อของไกลๆเพราะ Google ช่วยหาให้ ใช้แผนที่จราจรช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลาสร้างคาร์บอนบนท้องถนน อยากได้ข้อมูลทีไม่ต้องซื้อหนังสือมาค้นหลายๆเล่ม สุดท้ายแล้วมันจะทำให้กิจกรรมของมนุษย์มีประสิทธิภาพมากขึ้นและซับซ้อนน้อยลง
 
ข้อมูลและเทคโนโลยีล้วนเป็นกลางทั้งนั้น ขึ้นกับการนำไปใช้เท่านั้นแล
 
ปล. ที่ท่านหมีขั้วโลกว่า Google มีแค่ที่ Mountain View นั้น กระผมลองค้นดูเขาบอกว่า Google มี Server อยู่หลายที่นะครับ
 
"Though the numbers are not publicly known, some people estimate that Google maintains over 450,000 servers, arranged in racks located in clusters in cities around the world, with major centers in Mountain View, California; Council Bluffs, Iowa; Herndon, Virginia; Lenoir, North Carolina; Atlanta, Georgia; Dublin, Ireland; Saint-Ghislain, Belgium; Zürich, Switzerland; Tokyo, Japan; Beijing, China;[1][2] and new facilities constructed in The Dalles, Oregon.[3] In 2009 Google is planning one of its first sites in the upper midwest to open in Council Bluffs, Iowa close to abundant wind power resources for fulfilling green energy objectives and proximate to fiber optic communications links."
 
อันนี้ถ้าผมผิดอย่างไรก็แก้ไขได้ครับ จะได้ไปแปะบอกไว้ในวิกิด้วย

I think, therefore I magpie

posted on 21 Jan 2009 19:42 by repentant in Science
 
ความสามารถในการมองกระจกแล้วรู้ว่าเป็นตัวเราเอง ไม่ใช่ใครแปลกหน้าที่ไหนนั้นเป็นความสามารถที่บ่งชี้ถือความรู้ในตัวกู ของกู ในสิ่งมีชีวิต นอกจากมนุษย์แล้วมีเพียงสัตว์มีภูมิปัญญาอย่างลิง โลมาหัวขวด และช้างเอเซียเท่านั้นที่ทำได้ แสดงว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนั้นช่างยิ่งใหญ่จริงๆ
 
แต่ในเปเปอร์ล่าสุดที่ตีพิมพ์ลง PLOS One นักวิทยาศาสตร์ก็ค้นพบสิ่งมีชีวิตอีกชนิดนอกจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่สามารถรู้ตัวเองในกระจกแล้วครับ นั่นคือนกแมกพายยุโรป (ปิก้า ปิก้า) ซึ่งเป็นญาติกับคุณกานั่นเอง
 
 
สวัสดีครับ
 
ในการทดลองนี้นักวิทยาศาสตร์ได้จับนกแมกพายมาติดสีเหลืองใต้คอ(ตามรูปบน)แล้วให้พวกมันมองกระจก ผลปรากฏว่าเจ้านกเริ่มศึกษาเงาในกระจกอย่างสนอกสนใจ ลองสำรวจหลังกระจกดูว่ามีนกตัวอื่นอยู่หรือไม่ จากนั้นก็พยายามแตะจุดสีเหลืองที่ใต้คอตัวเอง ไม่ใช่ในภาพสะท้อนกระจก สิ่งที่ผู้ศึกษาคิดว่าน่าทึ่งที่สุดคือการที่นกพยายามแกะจุดสีใต้คอออกเพราะมันรู้ว่านี่เป็นสิ่งแปลกประหลาดซึ่งตนไม่ควรมี
 
ปฏิกริยาของนกต่อเงาในกระจก มีตั้งแต่ล้วงแคะแกะเกาจนถึงมองไปข้างหลัง
 
จะว่าไปก็ไม่แปลกหรอกครับเพราะนกประเภทกาขึ้นชื่อเรื่องความชาญฉลาดมานานแล้ว คลิปข้างล่างแสดงกาญี่ปุ่นยืมรถยนต์ของมนุษย์มาช่วยบดเปลือกถั่วให้พี่ท่านเล่นอาศัยทางม้าลายให้เป็ประโยชน์ โดยทิ้งถั่วลงไประหว่างรถวิ่ง จากนั้นรอไฟแดงแล้วค่อยเดินลงไปหม่ำเนื้อถั่วอย่างสบายอารมณ์!!
 
 
 
ผลการทดลองนี้สรุปว่ากระทั่งสัตว์ปีกก็ยังสามารถวิวัฒนาการ Self-conciousness หรือความเป็นตัวกูของกูขึ้นมาได้เช่นกัน คุณสมบัติอันเป็นสากลของชีวิตนี่แหละทำให้มนุษย์ที่ไม่ยอมรับความจริงบางส่วนต้องอ้างเส้นแบ่งมั่วซั่วอย่างวิญญาณที่วัดเป็นรูปธรรมไม่ได้มาเป็นเส้นแบ่งของเรากับเดรัจฉาน แทนที่จะเรียนรู้และรักมรดกซึ่งตกทอดมาร่วมกันตั้งแต่รุ่งอรุณของชีวิต
 
ความรักสัตว์ก็มี, อารมณ์โกรธต่อความไม่เที่ยงธรรมสัตว์ก็มี, มองกระจกแล้วรู้ตนตัวก็มี ถ้าจะเรียกสิ่งเหล่านี้อย่างดูถูกว่า"สัญชาติญาณ" นั่นเท่ากับว่ามนุษย์มีแต่สัญชาติญาณเหมือนกันนั่นแหละ
 
ผมนึกถึง Merchant of Venice ขึ้นมาตะหงิดๆ
 
"Hath not a Jew eyes? Hath not a Jew hands,
organs, dimensions, senses, affections, passions; fed with the same
food, hurt with the same weapons, subject to the same diseases,
heal'd by the same means, warm'd and cool'd by the same winter
and summer, as a Christian is? If you prick us, do we not bleed? If
you tickle us, do we not laugh? If you poison us, do we not die?
And if you wrong us, do we not revenge? If we are like you in the
rest, we will resemble you in that."
The Merchant Of Venice Act 3, scene 1, 58–68

 
SRC:  Mirror-Induced Behavior in the Magpie (Pica pica): Evidence of Self-Recognition
Helmut Prior1*, Ariane Schwarz2, Onur Güntürkün